Wildfire ตำนานม้าป่าแสนรู้

วันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 18:22 น. free วิถีชิวิตคาวบอย ศิลปะวัฒนธรรม อาวุธและเครื่องมือ - หนังและการ์ตูนตะวันตก Western Comics&Movies
พิมพ์
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 

1ตำนานม้าป่าแสนรู้

ในยุคตะวันตก มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับม้าป่าลึกลับ รูปร่างปราดเปรียวสง่างาม เป็นจ่าฝูงที่ฉลาดแสนรู้และวิ่งได้เร็วปานสายฟ้า ผู้คนที่พบเห็นมันบ่อยๆ ได้ตั้งชื่อให้มันว่า Wildfire แปลว่า ไฟป่า ม้าตัวนี้มักปรากฎต้วและหายไปอย่างไร้ร่องรอย  เล่ากันว่ามันเป็นมิตรกับคน และมักปรากฎตัวออกมาช่วยคนที่บาดเจ็บจนเดินไม่ไหวอยู่กลางป่า ทุ่งหญ้าหรือทะเลทราย ให้รอดชีวิตจากการต้องอดตายในดินแดนรกร้างที่กว้างใหญ่ไพศาลอยู่บ่อยๆ  มันสามารถใช้ปากลากคนหรือถ้าเจ็บไม่มากก็ให้ขี่หลังและพาไปส่งยังบริเวณที่ มีหมู่บ้านคนอาศัยอยู่ เรื่องเล่านี้ ได้ทำให้เกิดแรงบันดาลใจแก่นักเขียนนิยายและนักแต่งเพลงมากมาย   Michael Martin Murphey นักร้องเพลงคาวบอยอเมริกันยุคปัจจุบัน เป็นคนหนึ่งที่นำเรื่องนี้ไปแต่งเป็นเพลงชื่อ Wildfire และได้รับความนิยมสูงมาก เป็นเพลงเอกของเขาเลยทีเดียว  แต่เขาเอาไปผูกเป็นเรื่องหญิงสาวกับม้าที่หายไปกลางพายุหิมะ

หนัง เรื่อง Wildfire เป็นหนังคาวบอยคลาสสิกที่สร้างในปี 1945 ซึ่งผูกเรื่องใกล้เคียงกับเรื่องเล่านี้มากที่สุด ถ้าดูจากยุคสมัยที่สร้าง ก็นับว่าเป็นหนังสีที่สร้างได้ดีทีเดียว  แม้การจัดมุมกล้องจะดูเชยๆ แบบหนังไทยสมัยก่อน แต่ถ้าเข้าใจพัฒนาการของการสร้างหนังแล้ว ก็นับว่า ฝีมือเขาไม่เบาเลย

ผมสั่งหนังเรื่องนี้มาจาก amazon.com หลายปีมาแล้ว แต่ขณะนี้ สามารถดูจาก youtube.com ได้ คลิกที่รูปสามเหลี่ยมในภาพข้างล่าง หรือมุมล่างขวาของภาพที่มีคำว่า youtube ได้ครับ

">

 

เป็นหนังสีที่หายากในยุคโน้น ซึ่งการสร้างหนังสีต้องลงทุนสูงมาก  ภาพยังชัดพอใช้ได้  สิ่งที่น่าสนใจคือ แฟชั่นการแต่งกายคาวบอยสมัยนั้น  จะเห็นว่า เป็นยุคที่ จีน ออทรี(Gene Autry) ดาราหนังแบบ Singing cowboy โด่งดังมีชื่ออยู่แล้ว  ดังนั้น สไตล์หนังจึงค่อนข้างจะเลียนแบบหนังของออทรีอย่างเห็นได้ชัด  การแต่งกายของพระเอก พระรอง คาวเกิร์ล จะเห็นว่า มีความคล้ายคลึงกันมาก โดยเฉพาะเสื้อคาวบอยที่มีกระเป๋าเสื้อโค้งมีลูกศรหัวท้าย ลักษณะที่น่าจะเรียกว่า "กระเป๋ายิ้ม" ที่นิยมลือลั่นกันมาก ตามแบบเสื้อของออทรีในหนังยุคนั้นเลย

หนัง เรื่องนี้เป็นเรื่องของม้าป่าแสนรู้ ซึ่งเป็นจ่าฝูง ชื่อไวล์ดไฟร์(Wildfire) ถูกตามล่าเพื่อฆ่าให้ตายโดยข้อหาว่ามันพาฝูงม้าไปรบกวนม้าเลี้ยงของชาวบ้าน พาม้าชาวบ้านเข้าป่าหายไปบ่อยๆ ชาวบ้านจึงตั้งเป้าที่จะฆ่ามันให้ตาย โทษฐานขโมยม้า

แต่จริงๆ แล้ว มันถูกใส่ร้ายโดยแก๊งขโมยม้า  ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มอิทธิพลในเมือง และมีประธานสมาคมผู้เลี้ยงวัวเข้าร่วมด้วย   ขณะที่ไวล์ดไฟร์ซึ่งถุกยิงบาดเจ็บและกำลังจะถูกผู้ร้ายยิงตาย  พระเอกและผู้ช่วยก็เข้ามารักษาชีวิตมันไว้ได้ และช่วยรักษาพยาบาลจนมันหายและปล่อยเข้าป่าไป

เนื้อเรื่องเป็นการ ต่อสู้กับเหล่าร้ายแก๊งขโมยม้าของพระเอกและผู้ช่วยซึ่งเป็นคนเลี้ยงม้าเร่ ร่อนผ่านมาในพื้นที่แถบนั้น          เขาจะต้องพิสูจน์ว่า ที่ม้าชาวบ้านหายไปนั้น ไม่ใช่ไวล์ดไฟร์เป็นตัวกระทำ และในการต่อสู้ถึงขั้นใช้ปืน จนได้รับบาดเจ็บ ก็มีฉากที่ไวล์ดไฟร์เข้ามาช่วยชีวิตของผู้ช่วยพระเอก และช่วยพระเอกในคราวคับขันให้รอดไปได้ ตามตำนานที่เล่าขานกันมาเปรี๊ยบเลย

เป็น หนังเบาๆ ที่น่าดูไปศึกษาวัฒนธรรมความเชื่อแบบตะวันตกไปด้วย  ผู้สร้างเน้นแสดงคุณธรรมของคาวบอยตามแบบตะวันตก มีฉากร้องเพลงบ้าง ตามแบบฉบับหนังของ จีน ออทรี ในยุคนั้น  ดูแล้วสะบายใจ ทำให้นึกถึงฮีโร่ของตัวเองในวัยเด็กเอามากๆ

1

2

3

4

พระเอกกับ sidekick (ผู้ช่วย) ตามแบบฉบับหนังคาวบอยยุคแรก

5

6

7

8

ฉากต่างๆ และการแต่งกายแบบต้นฉบับคาวบอยที่กลายเป็นแฟชั่นตะวันตกจนถึงทุกวันนี้

9

10

11

12

บทบาทของคาวเกิร์ล สาวจอมแก่นที่ลวดลายแพรวพราว แต่ฉลาดจนคาดเดาได้ว่า ผู้ขโมยม้าไม่น่าใช่ Wildfire

นอก จากนั้นก็มีพระรองที่เป็นนายอำเภอในจินตนาการ คือใส่เสื้อกระเป๋ายิ้มเหมือนกัน  เท่ห์ไว้ก่อน สมจริงตามประว้ติศาสตร์หรือไม่ค่อยว่าทีหลัง  ในหนังนี้ singing cowboy คือนายอำเภอคนนี้แหละ พระเอกไม่ร้องเพลง เล่นบทสุภาพบุรุษต่อยหนัก ออกหมัดเร็วยิ่งกว่าพูด ยิงแม่นตามฟอร์ม

13

14

15

16

ผู้เล่นเป็นพระเอกยุคนั้น ต้องมีลักษณะโดดเด่นอย่างหนึ่งคือ  ขี่ม้าเก่ง คล่องแคล่วว่องไวอย่างมาก ตามแบบ จีน ออทรี และ รอย โรเจอร์ส ผู้ได้ฉายาว่า King of the cowboys จะเห็นการกระโดดขึ้นม้าที่พระเอกยุคหลังๆ อย่าง จอห์นเวย์, คลิ๊นท์  อีสต์วูด ไม่เคยทำได้เลย

ภาพข้างล่างคือการกระโดดขึ้นม้าทางด้านหลังโดยไม่เหยียบโกลน

17

18

19

20

ฉากขึ้นม้าฉากนี้ก็ไม่เบา  กระโดดข้ามม้าตัวหนึ่ง ลงไปนั่งบนหลังม้าอีกตัวหนึ่ง   แปลกแท้ที่ม้ามันทนได้ หลังไม่หัก

ม้าและอานม้าก็ต้องตกแต่งเสียหรูหราไปเลย ใหเด่นสมกับม้าของพระเอก

21

22

23

24

นอกจากขี่ม้ามีอานได้เก่งแล้ว  บางทีต้องขี่ม้าไม่มีอานได้อย่างคล่องแคล่วด้วย

รูปที่ 1 คือฉากตอน Wildfire ถูกยิงบาดเจ็บที่เท้าหน้า มันแสดงได้ดีทีเดียว  ค่อยๆ ล้มลงนอนอย่างช้าๆ

เมื่อพระเอกมาพบ ตรวจดูอาการแล้ว ตอนแรกคิดว่าปล่อยไปคงไม่รอด เกือบยิงกระโหลกให้มันพ้นทรมาณอยู่แล้ว

ฉาก ในรูปที่ 3 คือตอนพระเอกพยาบาล Wildfire ที่ถูกยิงอยู่กลางป่า ต้องตั้งแค้มป์ ผูกไวด์ไฟร์แขวนต้นไม้ด้วยเปลใส่ที่้หน้าอกและท้องเพื่อให้มันลดน้ำหนักกด ที่เท้าหน้าและใส่เฝือกเท้าที่เจ็บให้มันด้วย

ในรูปที่ 4 คือพระเอกขี่ Wildfire ที่มาช่วยยามคับขัน โดยไม่มีอาน ห้อเต็มเหยียดชนิดไม่กลัวตูดพัง

สรุป เป็นหนังดีเรื่องหนึ่ง แต่ต้องดูด้วยความพินิจพิเคราะห์ คิดถึงความพยายามของผู้สร้างและผู้แสดงเมื่อ 64 ปีมาแล้ว ซึ่งไม่มีเครื่องมือหรือคอมพิวเตอร์ฺกราฟฟิกส์มาช่วยเหมือนสมัยนี้ การแสดงฉากต่างๆ จึงอาศัยฝีมือผู้แสดงล้วนๆ  รวมทั้งม้าด้วย คิดแล้วจะรู้สึกทึ่งมากทีเดียว

25

26

27

28