ศิลปะในการต้อนและบังคับโค ''การคล้องโคและการล้มโคด้วยมือเปล่า ''

วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2014 เวลา 03:09 น. Ekkachai Boonchan (cowboy 62) วิถีชิวิตคาวบอย ศิลปะวัฒนธรรม อาวุธและเครื่องมือ - วิถีชีวิต,งานอาชีพ,ประเพณี Life & Traditions
พิมพ์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 

ศิลปะในการต้อนและบังคับโค ''การคล้องโคและการล้มโคด้วยมือเปล่า''

March 25, 2014 at 10:02pm

นอก จากการไล่ต้อนโคซึ่งถือได้ว่าเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ขั้นพื้นฐานในการบังคับ โคแล้ว ยังมีศิลปะในการบังคับโคที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวโคโดยตรงอีกหลายรูปแบบที่ จำเป็นต้องเรียนรู้ เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในขณะปฏิบัติงานทั้งต่อคนและโค เพราะว่าเราจะต้องมีกิจกรรมการจัดการที่ต้องสัมผัสกับตัวโคตั้งแต่เกิดจนตาย ไล่ตั้งแต่การช่วยทำคลอด รีดนม ป้อนนม ชั่งน้ำหนัก สัก/ติดเบอร์หู ถ่ายพยาธิ ฉีดยาทำวัคซีน สูญเขา ตีเบอร์ ตอนโค แต่งกีบ ผสมเทียม ตรวจท้อง ล้างมดลูก ผ่าตัด และรักษาแผล ฯลฯ

 

ถ้า จะให้เราเดินเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าโดยที่ไม่มีชั้นเชิงเลยล่ะก็ แทนที่จะได้จับโคมาจัดการตามที่ได้วางแผนเอาไว้ มีหวังได้กลับกลายเป็นถูกโคไล่ขวิดไล่เตะได้รอยฟกช้ำดำเขียวกลับคืนมา หรือไม่ก็คงวิ่งไล่ตามจับจนคางเหลืองไปตามๆกันแน่นอน เว้นเสียแต่ว่าโคตัวนั้นจะมีนิสัยเชื่อง หรือมีซองบังคับและประตูหนีบคอที่ได้มาตรฐาน อันนี้ก็ถือว่าช่วยให้ทำงานได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่สำหรับคอกแบบชาวบ้านอย่างเราๆที่เลี้ยงกันแบบเรียบง่าย เป็นที่ทราบกันดีว่าส่วนใหญ่แต่ละบ้านก็มีโคเพียงหลักหน่วยหลักสิบเท่านั้น เอง ถ้าจะให้ไปลงทุนกับอุปกรณ์เหล่านั้นก็ดูจะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตที่มาก เกินไป อะไรที่เราพอจะหยิบจับลงมือทำเองได้และลดการพึ่งพาอาศัยเครื่องไม้เครื่อง มือให้ได้มากที่สุด ก็ควรทำด้วยตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่พอจะทำได้ ควรที่จะเรียนรู้เอง ฝึกเอง ทำเอง จะได้เกิดความชำนาญ แต่ก็ควรทำให้ถูกวิธี รู้ให้ลึก รู้ให้จริง จะได้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างสูงสุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยในที่นี้ส่วนใหญ่จะเรียกวิธีการบังคับสัตว์รูปแบบต่างๆว่า “การล้มโค”  มีทั้งวิธีการล้มด้วยมือเปล่าและการล้มด้วยเชือก ซึ่งในขั้นตอนการจัดการบางอย่างจำเป็นที่จะต้องใช้เชือกคล้องโค เพื่อช่วยบังคับไม่ให้โคขัดขืนจะได้ทำงานได้สะดวกและปลอดภัย


เชือกคล้องโคเชือกคล้องโคเชือกมัดขาเชือกมัดขา
สำหรับเชือกที่ใช้คล้องโคนั้น โดยทั่วไปจะใช้เชือกมะนิลาหรือเชือกไนล่อนที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ½ นิ้ว หรือ 4 หุน และยาวประมาณ 8– 10 เมตร โดยปกติจะนิยมใช้เชือกมะนิลามากกว่าเชือกไนล่อน เพราะว่าจับถนัดและไม่บาดมือ แถมยังมีความสะดวกสบายหยิบจับใช้งานง่าย และไม่รุ่มร่ามจนเกินไป และยังจำเป็นต้องมีเชือกสำหรับมัดขาเข้ามาช่วยร่วมด้วย โดยทั่วไปจะใช้เชือกมะนิลาหรือเชือกไนล่อนที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5/16 นิ้ว หรือ 2.5 หุน และยาวประมาณ 2.5 เมตร แต่ถ้าเลือกได้ควรที่จะใช้เชือกมะนิลามากกว่าเชือกไนล่อนที่ใช้กันทั่วไป เพราะว่าเชือกไนล่อนมีความลื่นและคม เป็นอันตรายต่อฝ่ามือผู้ใช้และทำให้ขาของโคถูกเชือกบาดได้ง่าย เพื่อความสะดวกในการทำงานควรทำการถักเชือกเป็นบ่วงไว้ที่ปลายเชือกด้านใด ด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวสำหรับใช้สอดขาของโคข้างใดข้างหนึ่ง แล้วจึงค่อยรวบขาทั้ง 2 ข้างมัดเข้าไว้ด้วยกัน หรือจะใช้เชือกเส้นตรงแบบธรรมดาแล้วค่อยนำมาผูกทำเป็นปมเงื่อนสำหรับมัดขา อีกทีก็ได้ครับ

การคล้องโค

 

 

ก่อน ที่เราจะเริ่มล้มโคอย่างเป็นจริงเป็นจัง ก่อนอื่นเราลองมาทำความเข้าใจถึงเทคนิคการใช้เชือกคล้องโคกันก่อนนะครับ บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องง่ายๆเรื่องจิ๊บๆ แต่สำหรับคนที่ไม่เคยมาก่อนรับรองได้ว่าต้องเกิดอาการเวียนหัวไปตามๆกันแน่ นอนครับ วิธีการคล้องก็ไม่ได้มีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนอะไรมากมาย ขอให้ท่องคาถาบทนี้ให้ขึ้นใจว่า “สงบสยบความเคลื่อนไหว” ในเบื้องต้นขอให้เราเข้าใจพฤติกรรมของโคแต่ละตัวให้ดีเสียก่อน โคบางตัวชอบก้มหัวลงต่ำ โคบางตัวชอบหันหัวหลบ โคบางตัวชอบหยุดกะทันหันโคบางตัวชอบวิ่งย้อนศร โคบางตัวชอบกระโดด ฯลฯ


เรา อาจจะคุ้นเคยกับภาพโคบาลควงบ่วงบาศอยู่บนหลังม้าในหนังคาวบอยตะวันตก ซึ่งจริงๆแล้วการควงเชือกนั้นไม่ได้ทำเพื่อให้เกิดความเท่ห์แต่อย่างใด เหตุผลหลักก็คือ การเลี้ยงโคในต่างประเทศโดยเฉพาะแถบทวีปอเมริกานั้น ส่วนใหญ่จะเลี้ยงโคจำนวนมากอยู่ในทุ่งกว้างใหญ่ จำเป็นที่จะต้องใช้ม้าเป็นพาหนะถึงจะสามารถดูแลฝูงโคได้อย่างทั่วถึง ในบางครั้งที่ต้องจัดการกับตัวโคจะต้องมีการใช้เชือกคล้องโคเข้ามาเกี่ยว ข้องเสมอ ก็ได้ม้านี่ล่ะครับที่คอยช่วยให้เบาแรงได้มากเลยทีเดียว เพราะถ้าจะให้ไปวิ่งไล่คล้องกลางทุ่งคงได้แห้วมารับประทานแทนแน่นอน แถมมีหวังได้หมดแรงข้าวต้มกันก่อนพอดี เนื่องจากเชือกแบบที่คาวบอยใช้กันจะมีลักษณะเส้นเล็กและเบา แต่มีความเหนียวและแข็งแรง มีรูปทรงเป็นบ่วงคืนรูปง่ายสามารถหยิบจับใช้งานได้สะดวก โดยที่ไม่ต้องมาไล่ทำบ่วงให้เสียเวลา ด้วยความที่เชือกมีน้ำหนักเบาและขณะที่ม้าวิ่งก็มีแรงปะทะจากลมมาต้านแรง เหวี่ยงของเชือกเอาไว้ บวกกับระยะทางระหว่างคนกับโคอยู่ห่างกัน ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ในขณะที่อยู่บนหลังม้าจึงต้องควงบ่วงบาศ เพื่อช่วยเสริมแรงเหวี่ยงให้กับเชือกพุ่งไปยังเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและ แม่นยำ

แต่ สำหรับการเลี้ยงโคในบ้านเราค่อนข้างจะแตกต่างออกไป โดยส่วนใหญ่จะเลี้ยงกันในพื้นที่จำกัดและไม่ได้ใช้ม้าเป็นพาหนะ เราไม่จำเป็นที่จะต้องควงบ่วงบาศให้เมื่อยแขนก็ได้ เพราะว่าลักษณะเชือกคล้องที่เรานิยมใช้กันจะเป็นเชือกไนล่อนซึ่งมีขนาดเส้น ที่ใหญ่กว่าและมีน้ำหนักมากกว่า ทำให้มีแรงถ่วงมากพอและสามารถเหวี่ยงไปยังเป้าหมายได้เลย หลักการคล้องโคง่ายๆแบบไทยนิยม สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี โดยสังเกตจากพฤติกรรมของโค ดังต่อไปนี้

1.การคล้องโคที่กำลังวิ่ง



- การใช้เชือกคล้องที่ถูกวิธี คือ ใช้มือข้างที่ถนัดจับตรงส่วนที่เป็นบ่วงเอาไว้ แล้วค่อยๆปรับขยายบ่วงออกพอประมาณให้พอเหมาะกับขนาดหัวหรือความกว้างวงเขา ของโค พอเราได้ขนาดบ่วงตามที่ต้องการแล้วให้ใช้มือจับที่ตัวบ่วง โดยให้มิอจับอยู่เลยตำแหน่งตรงปมรูเชือกที่ใช้สำหรับเลื่อนปรับขนาดบ่วงมา ทางด้านหลังประมาณ 1 ศอก โดยที่ตัวปมดังกล่าวจะคอยทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงน้ำหนักบ่วงไปในตัว

 

- จากนั้นให้ถือเชือกไว้ในท่าเตรียมพร้อม โดยให้ยกแขนขึ้นในลักษณะงอทำมุมฉากตั้ง ข้อศอกขนานกับพื้น และหงายฝ่ามือประคองบ่วงเอาไว้ให้อยู่ในแนวระดับเดียวกับใบหู ส่วนมือข้างที่ไม่ถนัดให้กำมือหลวมๆรวบเก็บปลายเชือกส่วนที่เหลือเอาไว้ให้ เรียบร้อย เพื่อที่จะได้ไม่เกะกะรุ่มร่ามในขณะที่ปฏิบัติงาน



- ในขณะที่โคกำลังวิ่งอยู่นั้น ตัวของเราจะต้องยืนอยู่ทางด้านข้างลำตัวของโคข้างใดข้างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าเราถนัดมือข้างใด ถ้า ถนัดมือข้างขวาให้ยืนอยู่ทางด้านซ้ายของตัวโคหรือหันหน้าไปทางทิศทวนเข็ม นาฬิกา แต่ถ้าถนัดมือข้างซ้ายให้ยืนอยู่ทางด้านขวาของตัวโคหรือหันหน้าไปทางทิศตาม เข็มนาฬิกา เมื่อโคกำลังวิ่งผ่านหน้าเราไปให้ยกบ่วงขึ้นมาอยู่ในระดับเหนือศีรษะ พร้อมกับวาดแขนไปทางด้านหลัง แล้วก้าวขาข้างที่อยู่ตรงกันข้ามกับมือที่ถือบ่วงไปทางด้านหน้า


- พอโควิ่งเลยผ่านหน้าเราไปพอประมาณแล้ว ให้ใช้สายตาเล็งไปที่ส่วนหัวหรือเขาของโคแล้วเหวี่ยงเชือกตามหลังโคไปติดๆ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งที่รวบเก็บหางเชือกอยู่นั้นให้ค่อยๆผ่อนปลายเชือกออก แต่ให้ถือหางเชือกเอาไว้ให้แน่นและห้ามปล่อยมืออย่างเด็ดขาด โดยควรที่จะเผื่อระยะให้เชือกวิ่งไปตกดักหน้าโค ส่วนหัวของโคก็จะเข้าไปในบ่วงบาศพอดี โดยสังเกตง่ายๆคือ ตัวเรายืนอยู่ในแนวระดับเดียวกันกับส่วนท้ายของโคหรือล้ำมาทางด้านหลังเล็ก น้อย  โดยที่ตำแหน่งการยืนระหว่างคนกับโคควรมีระยะห่างทำมุมประมาณ 30 – 45 องศา หลังจากที่บ่วงเข้าไปในคอของโคแล้วให้รีบกระตุกและดึงเชือกเอาไว้ให้มั่น ตัวปมก็จะรูดเข้าไปรัดคอของโคอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้นให้เราย่อตัวลงให้ต่ำเพื่อช่วยทานแรงฉุดกระชากจากโค เพราะถ้าหากเราทำบ่วงขนาดใหญ่เกินไปหรือกระตุกเชือกไม่ทัน ตัวบ่วงอาจลอดผ่านขาเข้าไปรัดบริเวณหน้าอกหรือลำตัวโคแทนได้

อาจ มีข้อสงสัยว่าถ้าหากเกิดในกรณีที่โควิ่งย้อนศรจะต้องทำอย่างไร ขอตอบว่าสามารถทำได้เช่นกัน ด้วยวิธีการเหวี่ยงเชือกแบบฝืนธรรมชาติไปทางด้านหน้าของโค แต่ควรระวังโคจะเบี่ยงหัวหลบได้ เนื่องจากโคจะมองเห็นเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากการเหวี่ยงเชือกมาจากทางด้านหลัง เพราะว่าเป็นท่าที่ไม่ฝืนธรรมชาติและโคไม่ทันระวังตัวมาก่อน ถ้าหากเหวี่ยงเชือกออกไปแล้วเกิดพลาดเป้าให้รีบรวบเก็บหางเชือกให้เรียบร้อย ก่อน แล้วจึงค่อยมาปรับขนาดบ่วงให้พอดีกับศีรษะของโค จะช่วยให้สามารถทำงานสะดวกรวดเร็วและประหยัดเวลา เมื่อคล้องโคติดแล้วพยายามดึงเชือกให้ตึงและย่อตัวลงให้ต่ำ ค่อยๆสาวเชือกและเดินเข้าไปหาโคจะเป็นการเบาแรงกว่าการดึงโคเข้ามาหาตัวเรา หรืออาจจะนำหางเชือกไปผูกกับรั้วหรือเสาคอกแล้วจึงค่อยเดินไปหาโคก็ได้


2.การคล้องโคที่ยืนนิ่ง



- การใช้เชือกคล้องที่ถูกวิธี คือ การถือเชือกก็เหมือนกันกับวิธีการคล้องโคที่กำลังวิ่ง แต่ตำแหน่งในการยืนนั้นเราจะยืนตรงไหนก็ได้ ขึ้นอยู่กับจังหวะและสถานการณ์เฉพาะหน้าในขณะนั้น

 

- โคที่ยืนนิ่งจะเดาจังหวะและการเคลื่อนไหวได้ยากกว่า ที่กล่าวแบบนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าพูดผิดหรือเปล่า ต้องขอบอกว่าพูดไม่ผิดหรอกครับ ก็เพราะว่าโคที่กำลังวิ่งอยู่เราจะรู้ได้ทันทีว่าโคจะวิ่งไปทางไหน แต่โคที่ยืนนิ่งเราไม่สามารถคาดเดาทิศทางได้เลยว่าโคจะโยกหัวหรือเบี่ยงตัว ไปทางไหนกันแน่ บางทีตอนที่เรายังไม่ได้เหวี่ยงเชือกออกไปโคก็จะยืนอยู่เฉยๆ แต่พอเราเหวี่ยงเชือกออกไป โคก็จะคอยก้มคอหรือเบี่ยงตัวหลบไปมา ทำให้เชือกหลุดออกจากคอหรือพลาดเป้า

 

- ดังนั้นก่อนที่จะเหวี่ยงเชือกควรจับจังหวะให้ดีเสียก่อน เมื่อมั่นใจแล้วให้เหวี่ยงเชือกออกไปเลยอย่าลังเล พอบ่วงเชือกตกเข้าไปในคอแล้วพยายามไล่ให้โคเดินไปข้างหน้า หรือไม่ก็ให้เราถือหางเชือกแล้วเดินไปทางด้านท้ายพร้อมกับกระตุกเชือก ตัวปมเชือกก็จะรูดเข้ามารัดคอของโคพอดี แต่ถ้าโคก้มหัวลงต่ำแล้วเดินถอยหลังก็จะทำให้บ่วงเชือกหลุดออกจากศีรษะได้ใน ที่สุด การสั่งสมประสบการณ์จะช่วยให้เข้าใจจังหวะของโคได้ดีขึ้น

 

การล้มโคด้วยมือเปล่า

 

วิธีนี้เหมาะสำหรับลูกโคหรือโคที่มีขนาดเล็กมีน้ำหนักตัวระหว่าง 50 – 120 กิโลกรัม โดยที่เรายังสามารถแบ่งวิธีการทำให้โคล้มลงออกเป็นวิธีย่อยได้อีก2 วิธี ขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนักของตัวโค คือ การล้มโคด้วยวิธีการจับขา(น้ำหนักตัวไม่เกิน50 กิโลกรัม) และ การล้มโคด้วยวิธีการพับคอหรือหักคอ(น้ำหนักตัวไม่เกิน120 กิโลกรัม)

 

1.การล้มโคด้วยการจับขา


- วิธีนี้เหมาะสำหรับล้มลูกโคที่มีน้ำหนักตัวไม่เกิน 50 กิโลกรัม วิธีปฏิบัติคือ หลังจากที่จับลูกโคมาได้แล้ว ให้เรายืนหันหน้าเข้าหาด้านข้างลำตัวลูกโค โดยยืนให้ส่วนขาของเรากับลำตัวลูกโคอยู่แนบชิดติดกัน กางขาพอประมาณยืนให้มั่นคงอยู่ในท่าลักษณะสามเหลี่ยมหน้าจั่ว จากนั้นจึงค่อยๆโน้มตัวลงมาใช้มือทั้งสองข้างจับขาหน้าและหลังของลูกโคข้าง ที่อยู่ติดกับลำตัวเราเอาไว้ โดยให้จับบริเวณหน้าแข้งของลูกโค แล้วจึงค่อยๆดึงขาลูกโคลอยขึ้นมาเหนือพื้นดินอย่างช้าๆ ตัวของลูกโคก็จะค่อยๆเอนลงพาดผ่านหน้าขาและหน้าแข้งของเราลงสู่พื้นดินอย่าง นิ่มนวล และให้ใช้มือทั้งสองข้างจับขาลูกโคกดติดพื้นเอาไว้ให้แน่น เพื่อป้องกันลูกโคดิ้นและเตะ โดยมีข้อควรระวัง คือ อย่าดึงขาลูกโคเร็วเกินไป เพราะน้ำหนักตัวของลูกโคจะเป็นตัวฉุดให้ลำตัวของลูกโคตกกระแทกพื้นอย่างรุนแรงจนอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้


- ในกรณีที่เราต้องการมัดขาลูกโคที่มีน้ำหนักไม่เกิน 50 กิโลกรัม ก็ให้ใช้เชือกมะนิลาหรือเชือกไนล่อนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5/16 นิ้ว หรือ 2.5 หุน และยาวประมาณ 2.5 เมตร โดยให้ทำเชือกเป็นบ่วงเล็กๆขนาดพอดีกับขาของลูกโคจำนวน 2 วง แล้วจึงนำบ่วงไปสวมเข้าที่ขาคู่หลังและนำปลายเชือกทั้งสองด้านสอดเข้า ระหว่างขาคู่หน้าหรือบริเวณหน้าอกในลักษณะไขว้กันเป็นรูปกากบาท


- จากนั้นให้นำปลายเชือกทั้งสองข้างอ้อมผ่านส่วนคอมาผูกเป็นเงื่อนกระตุกไว้ที่บริเวณต้นคอ

2.การล้มโคด้วยการพับคอหรือหักคอ



- วิธีนี้เหมาะสำหรับล้มลูกโคที่มีน้ำหนักตัวไม่เกิน 150 กิโลกรัม วิธีปฏิบัติคือ วิธีนี้จำเป็นที่จะต้องนำเชือกคล้องมาช่วยด้วย โดยจะใช้คล้องในกรณีโคปราดเปรียว แต่ถ้าโคเชื่องก็ไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้ หลังจากที่คล้องโคติดแล้วพยายามดึงเชือกให้ตึงและย่อตัวให้ต่ำ ค่อยๆสาวเชือกและเดินเข้าไปหาโค หรืออาจจะนำหางเชือกไปผูกรั้ว/เสาคอก แล้วจึงค่อยเดินไปหาโคก็ได้ เมื่อประชิดตัวโคแล้วให้เปลี่ยนจากการจับเชือกมาเป็นการจับหูและปากของโค เพื่อเตรียมล้มโคตามมือข้างที่ถนัด ดังนี้



- ในกรณีที่ถนัดมือขวา ให้ยืนอยู่ทางด้านขวาของโคและหันหน้าไปทางเดียวกับโค โดยใช้มือซ้ายเอื้อมมาจับที่หูซ้ายของโค แล้วสอดหัวแม่มือข้างขวาเข้าไปบริเวณข้างร่องปากด้านขวาของโค  ส่วนนิ้วมือที่เหลือให้กำรอบขากรรไกรล่างของโคเอาไว้ให้แน่น โดยพยายามกดคอของโคให้ชิดติดกับสีข้างลำตัวของเราพร้อมกับย่อตัวเล็กน้อยและ ทิ้งน้ำหนักตัวลงไปบนตัวโค เพื่อป้องกันไม่ให้โคสะบัดหลุด ในขณะที่เรากำลังจับโคอาจมีการยื้อยุดฉุดกระชากกันบ้าง ให้รอจังหวะที่โคนิ่งที่สุดแล้วจึงหมุนตัวเบี่ยงขาขวามาอยู่ในท่าหันหน้า เข้าหาโค พร้อมกับบิดคอโคให้พับไปทางด้านหลังในลักษณะทวนเข็มนาฬิกา โดยการใช้มือขวาที่จับขากรรไกรล่างบิดคางให้หงายขึ้นและใช้มือซ้ายที่จับใบ หูข้างซ้ายอยู่ช่วยกดหัวของโคล งเมื่อคอถูกบิดพับจะทำให้โคเสียการทรงตัว และค่อยๆตะแคงตัวล้มลงนอนในที่สุด ส่วนในกรณีที่ถนัดมือซ้ายก็ให้ทำตรงข้ามกันครับ (ปล.จากภาพตัวอย่างเป็นกรณีที่ผู้ปฏิบัติถนัดมือซ้าย)


หัวใจของการคล้องโคและล้มโคไม่ได้อยู่ที่ความเร็ว ความแรง หรือความเท่ห์ หากแต่อยู่ที่ความปลอดภัยของคนและโค การเข้าใจจังหวะ พฤติกรรม และธรรมชาติของโค คือ กุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการทำงาน ดังนั้นเราควรหมั่นสังเกตและเรียนรู้จากประสบการณ์จริงให้มาก ซึ่งจะเห็นผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด

 

ในตอนที่ 3 ผมจะมาแนะนำการล้มโคด้วยเชือกกันบ้างนะครับ โชคดีมีความสุขกับการเลี้ยงวัวทุกท่าน สวัสดีครับ

Ex. Video Clip : การสาธิตและบรรยายขั้นตอนการคล้องโค การล้มโคด้วยมือเปล่า และการมัดขาโค




ขอขอบคุณภาพจาก: หนังสือรวมเรื่องโคเนื้อ ม.เกษตรศาสตร์, http://www.4jobb29.mju.ac.th/news_show.php?id=37 และ http://www.thailivestock.com/

By.....COWBOY 62

 

จะมีสักกี่ครุยที่ลุยโคลน...Stockmanship