www.cowboylifeandsong.com

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
Home กิจกรรมคาวบอยเพื่อสังคม Activities Volunteers & Charities งานเพื่อสังคม
งานเพื่อสังคม Cowboy Volunteers&Charities
ข่าวสาร เรื่องราวกิจกรรมการกุศลเพื่อสังคมของคาวบอย

รวมภาพผลงานที่มีส่วนร่วม หรือริเริ่มเอง

อีเมล พิมพ์ PDF

บันทึกไว้ในความทรงจำ งานที่ www.cowboylifeandsong.com มีส่วนร่วมในการโปรโมต

โครงการบรจาคของและทนการศกศา ร.ร นำเออx700

โครงการจดงานวนเดกใหเดกไรสญชาต พรายx700

โครงการจดงานวนเดกใหเดกไรสญชาต พรายx700

งานชวยมงคล อทกx700

งานไถชวตโคx700

 

การสร้างบ้านพักครู ศศช. บ้านบุญเลอน้อย ส.ค. 57

อีเมล พิมพ์ PDF

14ความคืบหน้า การสร้างบ้านพักครู ศศช. บ้านบุญเลอน้อย ส.ค. 57

ข่าวคืบหน้าล่าสุดครับ ตามโครงการสร้างบ้านพักครูที่ ศูนย์การศึกษาชุมชนในเขตภูเขา(ศศช.) บุญเลอน้อย ต.แม่สามแลบ อ. สบเมย จ. แม่ฮ่องสอน หรือ “ศูนย์การเรียนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านบุญเลอน้อย” ( https://www.facebook.com/notes/narong-wesnarat-lonesome-dove/โครงการช่วยเหลือศูนย์การศึกษาชุมชนในเขตภูเขา-บุญเลอน้อย/477397248974210) ที่ได้รับความช่วยเหลือทุนทรัพย์จากผู้ใจบุญจำนวนหนึ่ง จนทำให้โครงการเป็นไปได้ตามแผนนั้น

ผมต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง ที่การก่อสร้างยืดเยื้อมาจนถึงเดือน ก.ย. 57 นี้ เนื่องจากเส้นทางยากลำบาก ไม่สามารถขนของ วัสดุก่อสร้างหลายอย่างขึ้นไปได้ เพราะฝนขาดช่วงไม่นานพอให้ทางแห้ง และหาชาวบ้านที่รู้เรื่องการก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กไม่ได้ ล่าสุด ได้รับรูปจากครูเจี๊ยบ และข้อมูลสั้นๆ ว่า ได้มีช่างรับเหมาเจ้าหนึ่ง ที่ขึ้นไปรับเหมาสร้างอาคารให้โรงเรียนแห่งหนึ่งบนดอย ได้รับงานนี้ แบบช่วยๆ กันในราคาถูก และได้เริ่มการก่อสร้างห้องน่ำตามต้องการแล้ว ดังรูป ผมได้รับรูปนี้เมื่อ 27 ส.ค. 57 รอข้อมูลเพิ่ม แต่ยังไม่มีรายละเอียดส่งมาจากครูเจี๊ยบ ก็เลยขอเอารุปมาให้ดูแค่นี้ก่อนครับ
แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2014 เวลา 13:49 น.
 

โครงการช่วยเหลือโรงเรียนขาดแคลน ศช. บุญเลอน้อย

อีเมล พิมพ์ PDF

โรงเรียนนี้ ครูสาวเพียงคนเดียว ต้องสอน น.ร. อนุบาล ถึง ป.6 ในเวลากลางวัน สอนวิชาชีพให้ชาวบ้านในเวลากลางคืน ต้องนอนในห้องเรียนเพราะไม่มีบ้านพัก เราอยากช่วยชีวิตครู และนักเรียนให้ดีขึ้น ได้มีสื่อการสอนที่ได้เห็นภาพและเสียงบ้าง กรุณาช่วยกันสร้างฝันนี้ให้เป็นจริงด้วยครับ รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ https://www.facebook.com/groups/469946489725086/

 ทางผม ผ้บริหารเว็บนี้ ได้ร่วมกับคนที่มีเจตนาร่วมกัน ช่วยเหลือสังคมกลุ่มหนึ่ง ทำโครงการขอเชิญบริจาคสมทบทุน ช่วยเหลือโรงเรียนบนภูเขา บ้าน บุญเลอน้อย ต. แม่สามแลบ อ. สบเมย แม่ฮ่องสอน ซึ่งต้องขึ้นเขาไปมากกว่า 30 ก.ม. เพื่อจัดซื้อสิ่งของจำเป็นสำหรับโรงเรียน ซึ่งยังขาดงบประมาณจากรัฐ และ อบต. อีกมาก เส้นทางลำบาก หน้าฝนต้องเดินเท้า 15 กม.  ครูต้องนอนในห้องเรียน ไม่มีบ้านพัก เด็กต้องนั่งเรียนกับพื้น กินแต่โปรตีนเกษตรแทนเนื้อจริง ไม่มีไฟฟ้า สัญญาณโทรศัพท์ไม่ถึง น้ำปะปาต้องใช้น้ำปะปาภูเขาแกว่งสารส้ม ที่ไม่มีระบบกรองที่ถูกสุขอนามัย 

กลุ่มคนที่หวังดีจำนวนหนึ่ง  จึงตั้งกลุ่มขึ้นบน facebook ชื่อ   ดอยเหนือ เพื่อ ศศช.บุญเลอน้อย เพือหาเงินสร้างบ้านพักครู ซื้อแผงโซลาร์เซล และอุปรกณ์การสอนอื่นๆ เช่น ทีวี LED ขนาด 32 นิ้ว เสาธง โต๊ะ เก้าอี้

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม 2013 เวลา 07:46 น.
 

บันทึกการเดินทางไปสำรวจ ร.ร. บ้านพุราย -2

อีเมล พิมพ์ PDF
รำลึกถึงกฎคาวบอยข้อ 5 -6 กันหน่อยครับ  เจ๋งมะ เจ๋งมะ เจ๋งมะ

5. He must not advocate or possess racially or religiously intolerant ideas.
   คาวบอยต้องไม่สนับสนุนหรือมีความคิดในการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์หรือศาสนา
6. He must help people in distress.
   คาวบอยต้องช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อนทุกข์ยาก

เรื่องบริจาคชาร์ตตัวอักษร  ลองดูแบบนี้บ้างก็ได้ครับ ใครมีเสื้อแบบนี้เป็นตัวอักษรไทยสวยๆ เอามาให้เด็กบ้างก็ดีนะครับ



* KhmerLetters-1.jpg (93.7 KB, 800x707 - ดู 285 ครั้ง.)

* KhmerLetters-1c.jpg (81.7 KB, 792x644 - ดู 281 ครั้ง.)

* KhmerLetters-2.jpg (94.6 KB, 800x703 - ดู 271 ครั้ง.)

* KhmerLetters-2c.jpg (94.14 KB, 681x755 - ดู 273 ครั้ง.)

« ตอบ #45 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2009, 01:03:11 pm »

ของลาวเขาก็เข้าท่านะ


* LaosAlphabets.jpg (77.29 KB, 800x707 - ดู 226 ครั้ง.)

* LaosAlphabets-2.jpg (91.33 KB, 642x800 - ดู 229 ครั้ง.)

ขอบคุณความเห็นของทุกท่าน
ดัง นั้นเราก็จะบริจาคอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอนเช่น chart ต่างๆ ที่มีรูปภาพเพราะตอนนี้ยังไม่มีครูแต่เด็กๆสามารถเรียนรู้จากรูปภาพได้รวม ถึงของเล่นและขนม
สำหรับท่านใดที่มีของที่ไม่ใช้แล้วและเห็นว่ามี ประโยชน์สำหรับผู้ด้อยโอกาสก็ขอเชิญร่วมบริจาคครับได้ที่ผมตามที่อยู่ข้าง ต้นหรือรวบรวมกันไว้แล้ผมจะเข้าไปรับ
สำหรับที่พักผมเห็นด้วยที่เราจะไปพักที่อุทยานเขาแหลมครับ
สำหรับชาวคาวบอยไทยท่านใดที่สนใจร่วมเดินทาง รบกวนแสดงตัวด้วยครับ

ที่อยู่บริจาคของ ส่งได้ที่อยู่คุณ TAR นะครับ

ธีรยุต จิตประไพกุลศาล
 98/93 ถนนนวลจันทร์
แขวงคลองกุ่ม เขตคลองกุ่ม
กทม. 10230
Tel.0-2363-8589  Fax.0-2363-8666
Mobile. 08-1948-3140

ถ้าต้องการส่งเงินมาสมทบซื้ออาหาร อุปกรณ์การเรียนและของขวัญเด็ก
โอนมาที่

 ธีรยุต จิตประไพกุลศาล
 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาถนนนวลจันทร์
บัญชี 149-225411-4

ท่านใดที่โอนมาแล้วแจ้งคุณ TAR ให้ทราบด้วยครับ

 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 22, 2009, 09:01:13 am โดย lonesome__dove »

เพื่อ ความสะดวกเรื่องห้องน้ำและที่พักนอนสำหรับท่านที่ไม่ถนัดนอนเต๊นท์ ผมได้จองบ้านพักที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมไว้แล้วครับ  พอดีมี่เหลือขนาดใหญ่สุดแค่ 2 ห้องนอนหนึ่งหลังเท่านั้นตามรูปข้างล่าง

Check in  ได้ตั้งแต่ 9 ม.ค. 2553 หลังเที่ยง

ตามสเป๊คนอนได้ 4 คน มี 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ มีน้ำอุ่นพร้อม แต่จริงๆ แล้ว ผมเคยพักบ้านแบบนี้ ถ้านำถุงนอนไปด้วย นอน 10 คนก็ได้

ส่วนใครจะนอนเต๊นท์ ก็ขอกางเต๊นท์บริเวณข้างบ้านก็คงได้ หรือจะไปจุดกางเต๊นท์ก็ไม่ไกล ดูจากแผนที่ก็ได้ครับ

หรือถ้าอยากไปกางเต๊นท์ริมทะเลสาบเขื่อนเขาแหลมก็ได้ครับ  บ้านนี้ยังยกเลิกได้



* KhaolamLodgePIC.JPG (62.69 KB, 843x489 - ดู 202 ครั้ง.)

* KhaolamLodgeMap.JPG (14.56 KB, 500x643 - ดู 207 ครั้ง.)

* NP102S2T1P4N2E.JPG (52.22 KB, 500x627 - ดู 205 ครั้ง.)

« ตอบ #49 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2009, 08:45:47 am »

จากที่พัก ท่านสามารถเลือกไปเที่ยวใกล้เคียงได้ ดังนี้ ข้อมูลจาก http://www.moohin.com/021/021d004.shtml

เจดีย์โบอ่อง
ที่ ตั้งอยู่ในบริเวณบ้านโบอ่อง ต.ปิล๊อก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ลักษณะทั่วไป เป็นเจดีย์โบราณแบบพม่า สร้างบนยอดเขาหินปูนที่มีบ่อน้ำล้อมรอบเจดีย์สูง 6 เมตร ฐานกว้างประมาณ 3x3 เมตร บริเวณบ่อน้ำมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ บริเวณวัดมีความร่มรื่น ข้อจำกัด สำหรับนักท่องเที่ยวที่เป็นผู้หญิง จะมีป้ายห้ามไม่ให้ขึ้นไปชมความงามบนยอดเขาหินปูนเนื่องจากเป็นความเชื่อของ ชาวบ้านว่าจะทำให้บ่อน้ำแห้งขอดและอาจมีภัยอันตรายแก่ตัวเองได้ การเดินทางเข้าถึง จาก จ.กาญจนบุรี เดินทางตามทางหลวงหมายเลข 3272 กาญจนบุรี-ทองผาภูมิ-ปิล๊อก จนถึงบ้านท่าแพ การเดินทางต่อไปสามารถไปทางเรือได้ทางเดียว ลงเรือที่บ้านท่าแพ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ขึ้นเรือที่บ้านโบอ่อง ฤดูกาลที่เหมาะสมในการเดินทางท่องเที่ยว เหมาะสมทุกฤดูกาล

อุทยานแห่งชาติเขาแหลมชมเมืองบาดาล
เป็นเมืองเก่าแก่ สวยงาม ที่จมอยู่ใต้น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ต้องนั่งเรือเขาไปชม

อ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ
เป็น ทะเลสาปขนาดใหญ่ซึ่งเกิดจากการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย เดิมชื่อเขื่อนเขาแหลม ทะเลสาป ประกอบด้วยเกาะแก่งต่างๆ เขาหินที่มีหน้าผาสูงชันสวยงาม เหมาะสำหรับนั่งเรือชมภูมิทัศน์เป็นอย่างยิ่ง กิจกรรมคือชมทิวทัศน์ ล่องแพ/ล่องเรือ ดูนก

ถ้ำเกริงกะเวีย
เป็น ถ้ำที่อยู่ทางตอนเหนือของบ้านเกริงกะเวีย มีหินงอกหินย้อยและธารน้ำไหลผ่าน ภายในถ้ำสวยงามมาก มีความลึกประมาณ 300-400 เมตร อยู่ห่างจากอำเภอทองผาภูมิ 40 กิโลเมตร กิจกรรม :เที่ยวถ้ำ/ธรณีวิทยา

อุทยานแห่งชาติเขาแหลมน้ำตกเกริงกะเวีย
อยู่ ริมถนนสายทองผาภูมิ-สังขละบุรี กิโลเมตรที่ 32 หมู่ที่ 4 ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ลักษณะทั่วไป เป็นน้ำตกขนาดกลาง สูงประมาณ 5 เมตร กระแสน้ำไหลลดหลั่นกันตามหินปูนเป็นชั้นๆผ่านแนวต้นไม้อันร่มรื่นที่ปกคลุม อยู่อย่างหนาแน่น มีความสวยงามตามธรรมชาติ เหมาะแก่การเล่นน้ำและพักผ่อน การเดินทางเข้าถึง จาก จ.กาญจนบุรี เดินทางตามถนนหลวงหมายเลข 323 กาญจนบุรี-ทองผาภูมิ-สังขละบุรี อยู่ติดริมถนนสายทองผาภูมิ-สังขละบุรี ห่างจาก อ.ทองผาภูมิ 32 กิโลเมตร ซึ่งน้ำตกเกริงกระเวีย อยู่ทางด้านขวามือ บริเวณใกล้น้ำตกจะมีร้านขายอาหารอยู่ 2-3 ร้านและมีลานจอดรถ ศาลาพัก สำหรับแวะรับประทานอาหารได้ การเดินทางท่องเที่ยวเหมาะสมทุกฤดูกาล

น้ำตกไดช่องถ่อง
อยู่ ห่างจากน้ำตกเกริงกระเวีย ประมาณ 1 กิโลเมตร แล้วมีทางเดินต่อไปถึงน้ำตกอีก 500 เมตร ตั้งอยู่ในเขต หมู่ที่ 4 ตำบลปรังเผล อำเภอสัง ขละบุรี เป็นน้ำตกขนาดเล็กสายเดียวกันกับน้ำตกเกริงกระเวีย สูงประมาณ 15 เมตร กระแสน้ำไหลลดหลั่นตามชั้นหินปูนเป็นชั้นๆ ผ่านแนวต้นไม้อันร่มรื่นที่ขึ้นปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ มีความสวยงามตามธรรมชาติ กิจกรรม :เที่ยวน้ำตก เดินป่าศึกษาธรรมชาติ

น้ำตกกระเต็งเจ็ง
อยู่ หลังที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลม เดินเข้าไปยังน้ำตก 4 กิโลเมตร ทางผ่านไปท่ามกลางป่าดิบชื้นที่สมบูรณ์ เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่เล็ก เถาวัลย์ ระหว่างทางมีนกป่าให้ดูหลายชนิด น้ำตกกระเต็งเจ็งเป็นน้ำตกขนาดกลางที่มีความยาวของชั้นน้ำตกถึง 23 ชั้น แต่ละชั้นมีความสวยงามแตกต่างกันไป ระยะทางจากชั้นแรกถึงชั้นสุดท้ายประมาณ 3 กิโลเมตร น้ำตกชั้นสุดท้ายสูงประมาณ 30 เมตร เหมาะกับการเดินป่าศึกษาธรรมชาติของสภาพป่าชนิดต่างๆ เช่น ป่าไผ่ ผ่าดิบ ป่าเบญจพรรณ และพืชพื้นล่างจำพวก หวาย ระกำ พืชตระกูลขิงข่า ปกคลุมอย่างหนาแน่น บางช่วงพบดงเฟินเป็นบริเวณกว้าง ระหว่างทางมีนกให้ดูหลายชนิด เช่น นกขุนแผนอกส้ม นกพญาปากกว้างลายเหลือง นกเขียวก้านตองปีกสีฟ้า ฯลฯ บริเวณด้านบนของน้ำตกมีจุดชมวิว ที่สามารถมองเห็นอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม ในการเดินทางขึ้นเที่ยวชมน้ำตกจะต้องกรอกแบบฟอร์ม เพื่อขอเจ้าหน้าที่นำทางทุกครั้งเนื่องจากเส้นทาง ระยะไกลและค่อนข้างไม่ชัดเจน กิจกรรม :ชมพรรณไม้ ดูนก เดินป่าระยะไกล เดินป่าศึกษาธรรมชาติ เที่ยวน้ำตก

อุทยานแห่งชาติเขาแหลมบึงเกริงกะเวีย
อยู่ ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ “บึงเกริงกระเวีย” บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ที่ ปข.1 (เกริงกระเวีย) หมู่ที่ 2 ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ เป็นบึงธรรมชาติขนาดเล็ก เนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัยของนกหลายชนิดและนกอพยพต่างถิ่นในช่วงฤดูหนาว เช่น นกเป็ดแดง นกกวัก นกอีล้ำ นกยาง ฯลฯ ส่วนบริเวณทุ่งหญ้าตามริมขอบบึงก็มีนก เช่น นกกระปูด นกจาบคา ฯลฯ บริเวณบึงได้สร้างหอดูนกไว้ นอกจากนี้หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาแหลมที่ ปข. 1 (เกริงกระเวีย) ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติบึงเกริงกระเวีย สามารถเดินเที่ยวชมศึกษาธรรมชาติ ดูนก และบริเวณที่ทำการหน่วยฯ ยังสามารถประกอบกิจกรรม เช่น ดูนก เที่ยวชมน้ำตก กางเต็นท์พักแรมค้างคืนได้ กิจกรรม : ดูนก เดินป่าศึกษาธรรมชาติ

จุดชมวิวเขาใหญ่
เป็นยอดเขาสูง ประมาณ 1,450 เมตร จากระดับน้ำทะเล เหมาะสำหรับเป็นพื้นที่กางเต็นท์พักแรม เพื่อชมทะเลหมอกยามเช้าที่สวยงาม และทุ่งหญ่าอันกว้างใหญ่และสวยงานยามต้องแสงอาทิตย์ทุ่งหญ้าจะกลายเป็นสีทอง อีกทั้งยังสามารถชมทัศนียภาพของและอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณและชมพระ อาทิตย์ตกได้ สถานที่แห่งนี้ห่างจากตัวที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลมประมาณ 10 กิโลเมตร จากถนนสายหลักจะมีทางลาดยางเข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร และต้องใช้เส้นทางเดินเท้าเข้าไปอีก 5 กิโลเมตร จัดทำเป็นเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ในรูปแบบการผจญภัย โดยจัดเป็นทริปสั้นๆใช้ระยะเวลาประมาณ 2 วัน 1 คืน กิจกรรม : ดูนก เดินป่าระยะไกล เดินป่าศึกษาธรรมชาติ ชมทิวทัศน์ ชมพรรณไม้

 น้ำตกผาแตก

อยู่ บริเวณพื้นที่ป่าบ้านทิพุเย หมู่ 3 ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นน้ำตกหินปูนขนาดกลาง ที่สวยงาม มีน้ำไหลตลอดทั้งปี มีจำนวน 4 ชั้น แต่ละชั้นสูงประมาณ 5 - 20 เมตร และเกือบทุกชั้นยังมีแอ่งน้ำสามารถเล่นน้ำได้ น้ำตกผาแตกอยู่ก่อนถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลม โดยจะมีถนนลาดยางเข้าไปถึงหมู่บ้านทิพุเย ระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร และเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 8 กิโลเมตร จะถึงตัวน้ำตกผาแตก ซึ่งมีทางชักลากไม้เก่า สามารถพัฒนาให้เป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติไปจนถึงตัวน้ำตกผาแตกได้

อุทยานแห่งชาติเขาแหลมจุดชมทิวทัศน์ป้อมปี่
อยู่ ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ประมาณ 2 กิโลเมตร ลักษณะทั่วไป เป็นพื้นที่อยู่ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ สามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ ทั้งยังเป็นจุดชมวิวที่สามารถชมความงามของพระอาทิตย์ตกในยามเย็นได้อีกด้วย และมีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยวจำนวน 4 หลัง และจุดกางเต็นท์บนสนามหญ้าอันอ่อนนุ่ม นอกจากนี้ยังจะพบเห็นนกบางชนิด เช่น นกเหงือก นกกระเต็นอกขาว เขียวก้านตองปีกฟ้า ฯลฯ เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ กางเต็นท์พักแรม สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกิจกรรมทางน้ำ สามารถเล่นน้ำ พายเรือ นั่งเรือชื่นชมความสวยงามของอ่างเก็บน้ำได้ การเดินทางเข้าถึง จาก จังหวัดกาญจนบุรี เดินทางตามถนนหลวงหมายเลข 323 กาญจนบุรี-ทองผาภูมิ-สังขละบุรี บริเวณกิโลเมตรที่ 40 - 41 มีทางแยกเลี้ยวซ้าย มีป้ายบอกหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติป้อมปี่ เข้าไปอีกประมาณ 1.3 กิโลเมตร กิจกรรม : ชมทิวทัศน์ ดูนก พายเรือแคนู/คยัค ล่องแพ/ล่องเรือ ขี่จักรยานศึกษาธรรมชาติ แค็มป์ปิ้ง



* 935.jpg (70.9 KB, 554x510 - ดู 204 ครั้ง.)

* 930.jpg (72.4 KB, 399x586 - ดู 213 ครั้ง.)

* 28.jpg (19.39 KB, 640x480 - ดู 202 ครั้ง.)

* 933.jpg (14.55 KB, 320x240 - ดู 201 ครั้ง.)

 

เสนอความคิดครับ ในเมื่อไม่มีครู ก็น่าจะเป็นที่ให้ความรู้ชุมชน
ด้วยการเป็นแหล่งหาความรู้ เป็นที่อ่านหนังสือ ถ้าจะให้ยั่งยืนหน่อย
ก็น่าจะมี จานดาวเทียมซักชุด จะได้ดูรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาอย่าง DLTV ETV พวกนี้ได้
มีเครื่อง dvd ซักตัว ให้เด็กๆได้ดูสื่อการสอน CD สอนเด็กๆ เห็นในรูปมีแผงโซล่าเซลล์ น่าจะพอใช้มังครับ

ผม คุุยกับชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้านแล้วครับ แผงโซล่าร์เซลที่เห็นเป็นของบ้านพักคนงานที่เจ้าของที่เป็นคนไทยเขาขอไว้ มีไว้ใช้เพียงหลังเดียวในบริเวณนั้น  ของโรงเรียนไม่มีครับ  โรงเรียนไม่มีไฟฟ้าจริงๆ  นายปุ๊ที่ให้ข้อมูลบอกว่า ครูโจ้ที่ออกไปได้ทำเรื่องขอไปหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ

ผม เสนอผู้ใหญ่บ้านว่าจะเอา TV เครื่องเล่น DVD และเครื่องปั่นไฟขนาดเล็กมาให้  เพื่อให้เด็กดูวิดีโอได้  ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า น่าเป็นห่วงว่ามันจะหายไปในเวลาไม่นาน เพราะที่โรงเรียนไม่มีใครดูแล ผมก็เลยลังเลอยู่

เรื่องแผงโซลาร์เซลล์ ผมอยากหาไปให้เหมือนกัน แต่ราคาค่อนข้างสูงครับ ผมดูราราตามเว็บแล้ว  http://www.tarad.com/naturepower/

แผงโซล่าร์เซลล์ 130 วัตต์
รหัสสินค้า: 000002
ราคา 25,000.00 บาท

   
เครื่องแปลงไฟฟ้าพร้อมเครื่องประจุไฟ
รหัสสินค้า: 000006
ราคา 4,600.00 บาท
ราย ละเอียด: MEM-1115 have inverter 150W and PV charge controller 12V 8 A in one unit. Compact, cost effective user friendly simple hook up.

และคงต้องมีแบตเตอรรี่อีก 2 ก้อน ราคาน่าจะอีกประมาณ 4000 บาท
ไม่รวมอุปกรณ์ติดตั้ง

ใคร ทราบราคาทั้่้งชุดอย่างที่รัฐบาลเอาไปบริจาคในโครงการไฟฟ้าสว่างทุกบ้านยุค รัฐบาลทักษิณ ช่วยบอกรายละเอียดมาได้ก็ดีครับ เผื่อหาทางช่วยกันหาทุนได้

ราคา ระบบโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก อย่างที่เขาเอาไปถวายพระวัดป่า คงไม่สามารถใช้ดูทีวีได้ เพราะเห็นเขาว่า ใช้ได้กับวิทยุเล็กๆ 1 เครื่อง กับไฟฉาย 1 อัน แต่จากสเป็กที่เจอในเว็บ  TV สีขนาด 19 นิ้ว 1 เครื่อง ใช้ไฟฟ้า 160 W

เดี๋ยวจะลองสอบถามอีกทีว่า จะมีครูมาอีกเมื่อไร  วันนี้ได้โทรไปถามผู้ใหญ่แล้ว ท่านบอกว่า วันที่ 9 คงยังไม่มีครูมาเพราะไม่ได้รับแจ้งจากฝ่ายส่งครูเลย ถ้ามีมาแน่ ผมจะหาทางเรื่องนี้อีกที

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 24, 2009, 03:05:05 pm โดย lonesome__dove »
แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2013 เวลา 00:41 น.
 

บันทึกการไปสำรวจ ร.ร. บ้านพุราย 2552

อีเมล พิมพ์ PDF
ไปดูสถานที่โรงเรียนพุรายมาแล้วครับ เมื่อวันศุกร์ ที่ 18 ธันวาคม 2552
เส้นทางเป็นดังรูปครับ เริ่มจากเส้นทางถนนใหญ่จากกาญจนบุรีไปทองผาภูมิ จนถึงแยกสังขละบุรี และทางเข้าไปบ้านพุราย

ไปเห็นโรงเรียนแล้ว และจากข้อมูลที่ได้มา รู้สึกว่างานนี้สาหัสครับ  

ดัง นั้น ก่อนอื่นขอให้ท่านผู้อ่านทำใจให้เป็นอินเตอร์ให้ได้ก่อนว่า เราจะต้องมองเห็นมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาในโลกนี้คือ “คน” เหมือนเรา ไม่แบ่งแยกชนชาติเป็นพวกเขาพวกเรา  แม้คาวบอยต้องรักชาติแต่ต้องไม่คลั่งชาติ
และนึกถึงบัญญัติ 10 ประการของคาวบอยข้อที่ 5 เอาไว้ ซึ่งเขาว่าดังนี้

5. He must not advocate or possess racially or religiously intolerant ideas.
   คาวบอยต้องไม่สนับสนุนหรือมีความคิดในการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์หรือศาสนา

คุณ  TAR เลือกโรงเรียนได้เหมาะมาก เพราะเราไม่ได้หาเรื่องจัดงานวันเด็กธรรมดา
 แต่เรากำลังจะไปจัด “งานวันเด็กไร้สัญชาติ” ครับ

เพราะ พวกเขาเกิดจากพ่อแม่ชาวพม่า ลาว ที่เข้ามาทำงานในไทยนานกว่ายี่สิบปีแล้ว และใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ในสวนยาง ห่างจากถนนใหญ่ประมาณ 7 ก.ม. มีโอกาสออกมาเห็นภายนอกน้อยมาก  พ่อแม่ไม่มีบัตรประชาชน แต่มีบัตรแรงงานต่างด้าวที่ทำงานได้ตามกฎหมาย  อาศัยอยู่ในกระท่อมกลางสวนยาง ค่าจ้างในการกรีดยางคือ ได้ยาง 1 ใน 3 ของที่กรีดได้
ชาวบ้านที่เป็นคนไทยใกล้เคียงบางคนพูดถึงพวกเขาว่า  “พวกต่างชาติ เด็กต่างชาติ”  และไม่ค่อยให้ความสนใจใดๆ

 โรงเรียน พุรายที่เราจะไปจัดงานวันเด็กให้เขานี้ โดยแท้จริงแล้ว ไม่ควรจะเรียกว่าโรงเรียนด้วยซ้ำ เพราะไม่สามารถจัดการเรียนการสอนแบบปกติได้  ไม่มีงบประมาณจากรัฐ  ไม่มีครูอย่างเป็นทางการ โรงเรียนเกิดขึ้นมาด้วยกำลังของกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์อยากช่วยเหลือผู้ด้อย โอกาสจากที่อื่น และคนงานสวนยางต่างชาติไร้สถานะภาพของคนไทยที่เป็นพ่อแม่เด็ก เคยมีครูอาสาเพียง 1  คน ที่ส่งมาจากองค์กรของฝรั่งทางสังขละบุรีที่ไม่มีใครบอกชื่อผมได้ ทราบแต่ว่า เขาช่วยโรงเรียนแบบนี้อีก 2 โรงเรียนแถวสังขละ

และที่ย่ำแย่ที่สุดก็คือ
ตอนที่ผมไปถึง ผมเจอเด็กกลุ่มหนึ่งเล่นอยู่ข้างถนนฝุ่น ผมถามเขาว่า
“หนูเป็นเด็กโรงเรียนพุรายหรือเปล่า”
เด็กคนโตสุดตอบว่า “ใช่ค่ะ”  
ผมถามอีก “ครูโจ้อยู่ไหม”  
เขาตอบว่า “ไม่อยู่ค่ะ ครูกลับบ้านไปแล้ว ครูไม่กลับมาแล้วค่ะ”  
“อ้าว !  แล้วหนูจะเรียนยังไงล่ะ  ไม่มีครูแล้ว” ผมถามกลุ่มเด็กที่นั่งข้างทาง พวกเขาเงียบไปอึดใจหนึ่ง
“คน โตนี่ เขาสอนหนูค่ะ”  เด็กตัวเล็กๆ ที่นั่งอยู่ในกลุ่มคนหนึ่งดูเหมือนจะช่างพูดหน่อย พูดขึ้น ชี้ไปที่เด็กหญิงคนโตสุดที่มีจักรยานสีแดง

ตอนหลังเมื่อผมไปถามชาวบ้านแถวนั้น ก็ได้รับคำบอกเล่าว่า
“ครูโจ้เขาพาลูกเมียกลับบ้านไปแล้ว ได้ยินว่าเขาไปลาออกแล้วด้วย  ลูกเขาอยู่ที่นี่ป่วยบ่อย ร้องไห้งอแงตลอด เขาไม่อยู่แล้ว”
ดัง นั้น ตอนนี้ เราจึงไม่รู้ว่า โรงเรียนนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป จะมีการเรียนการสอนอีกเมื่อไร  ตอนที่ครูอยู่ ก็หยุดสอนบ่อย เพราะภารกิจเยอะ  เดี๋ยวลูกป่วย เมียป่วย ชาวบ้านบอก

ดังนั้น เด็กพวกนี้ จึงไม่ใช่แค่ “เด็กด้อยโอกาส” เท่านั้น แต่เป็น “เด็กไร้สัญชาติที่ไร้โอกาส”

สำหรับ คนที่คิดว่า “อย่าไปช่วยเด็กต่างชาติเลย  เด็กไทยด้อยโอกาสยังมีอีกเยอะ ช่วยเด็กไทยก่อนดีกว่า”  ผมก็อยากจะให้คิดต่ออีกนิดว่า มันเป็นความผิดของเด็กพวกนี้หรือเปล่า ที่มาเกิดในเมืองไทยแล้วต้อง ไร้สัญชาติ  เราจะทำเป็นมองไม่เห็นเขาได้อย่างไร

คงเพราะเป็นชุมชน ขนาดเล็กเกินไป  จึงไม่มีโรงเรียนให้พวกเขาเรียนที่จัดการโดยรัฐบาลไทยในบริเวณใกล้เคียง ไม่มีใครจัดหารถรับส่งเด็กพวกนี้ไปโรงเรียนของรัฐตามที่ควรจะได้รับการศึกษา ในวัยนี้  เท่าที่ทราบ โรงเรียนใกล้สุดก็คือโรงเรียนขนุนคลี่ ที่ห่างไปทางถนนขรุขระขึ้นเขาไปอีกประมาณ 10 กว่ากิโลเมตร หรือถ้าออกมาทางถนนไปสังขละบุรี ก็ไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตรเช่นกัน เส้นทางนี้ 7 กิโลเมตรเป็นทางฝุ่นและโคลนสุดๆ ในหน้าฝน

เนื่องจาก เป็นชุมชนใหญ่ และนักเรียนส่วนใหญ่เป็นคนไทย โรงเรียนขนุนคลี่ เพิ่งมีบริษัทใหญ่ไปสร้างห้องน้ำ ถังเก็บน้ำ อย่างดี และบริจาคของมากมายเมื่อต้นเดีอนธันวาคมนี่เอง   ดูได้ที่
http://www.thaiscooter.com/forums/showthread.php?t=331383&page=1

 แต่โรงเรียนเล็กๆ พุราย คงไม่มีใครมองเห็นหรอกครับ

 เด็กพวกนี้จึงถุกปล่อยให้เล่นอยู่ในสวนยางตามลำพังแบบตามบุญตามกรรม ไม่รุ้ว่าจะได้เรียนหนังสือกับเขาหรือไม่

จากการคุยกับผู้ใหญ่เกลี้ยง  เจ้าของพื้นที่นี้ ท่านให้คำแนะนำว่า  
“จริงๆ  แล้ว สิ่งที่จะช่วยเด็กพวกนี้ได้ดีที่สุด  คือหาครูให้เขา  หาเงินทุนมาจ้างครูที่เป็นคนในพื้นที่สักคนหนึ่ง เพราะเขาจะได้ดูแลเด็กได้ตลอดไป และไม่ไปไหนอีกแล้ว เหมือนที่โรงเรียนขนุนคลี่ ซึ่งที่นั่นก็ขาดแคลนมากกว่าอีก  เพราะมีครูคนเดียว แต่มีเด็ก 80 คน  เขามีงบจ้างครูผู้ช่วยเป็นคนในพื้นที่ 1 คน ที่นี่ งบ อบต. อบจ. ก็ไม่มีให้”

ผู้ใหญ่เกลี้ยงบอกอีกว่า
 “เงินเดือนครูก็ 6 พันบาท  ถ้าหางบปีหนึ่ง 12 เดือนก็ 72,000 บาท  หากใครช่วยหางบให้ได้ จะช่วยได้ดีกว่าบริจาคของ”
“แต่ถ้าเราอยากบริจาค หรือเลี้ยงอาหารเด็ก เช่น เลี้ยงก๋วยเตี๋ยว ก็ทำไปเถอะ เพราะเราก็ได้บุญในสิ่งที่เราทำ”

ผม ไปคุยกับชาวต่างชาติบ้านใกล้โรงเรียนเพื่อหาข้อมูล  มี 2 คนที่ให้ความเห็นกับผม ตามที่เห็นในรูป  คนไม่ใส่เสื้อบอกว่าตัวเองชื่อ ปุ๊  พูดไทยชัด มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ ตอนนี้สามสิบกว่าแล้ว อยู่มาเกิน 20 ปี  เขาเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.)คนหนึ่ง อีกคนใส่โสร่ง ชื่อ ออง พูดไทยฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง

“ของบริจาคพวก สมุดดินสอ หนังสือ ก็พอมีอยู่ คนเอามาบริจาคเยอะ อยู่ที่บ้านครูโน่น ยังไม่ได้ขนมา ห้องสมุดนี่เพิ่งเสร็จ ยังไม่มีอะไร ครูก็ไม่อยู่แล้ว ไม่รู้ใครจะรับผิดชอบต่อ” ปุ๊บอก
“ไม่รู้ว่าจะมีครูมาอีกเมื่อไร แต่ก่อนก็มีบ้าง ไม่มีบ้าง  เด็กได้เรียนบ้างไม่ได้เรียนบ้าง”
“ไฟฟ้าไม่มี ครูโจ้พยายามขอโซล่าร์เซ็ลมานาน แต่ก็ไม่ได้”  
“โซล่าร์เซ็ลมีที่บ้านนี้เท่านั้น เป็นบ้านผู้ใหญ่ปลูกไว้”  ปุ๊ชี้ที่บ้านข้างๆ ที่เรายืนคุยกัน  

ผม เข้าใจเอาจากที่ผู้ใหญ่บอกในตอนหลังว่า เคยขอโซลาร์เซลให้แก่หมู่บ้านแถวโรงเรียนขนุนคลี่ยุครัฐบาลทักษิณ  ได้มากว่า 60 หลังคาเรือน แสดงว่า เขาให้เฉพาะบ้านคนไทยเท่านั้น บ้านคนต่างชาติคงหมดสิทธิ์

ปุ๊บอกผมว่า แถวนี้มีบ้านคนต่างชาติอย่างพวกเขาประมาณ 30 หลังคาเรือน ซึ่งมากกว่าที่เคยเห็นเว็บไซต์บางแห่งบอกว่า 15 หลัง

“ผม คิดว่า ถ้าจะให้เป็นประโยชน์ต่อโรงเรียนจริงๆ ตอนนี้  อยากจะได้ถังน้ำสัก  3 พันซีซี (300 ลิตร) เพื่อให้เด็กๆ และชาวบ้านได้ใช้บริเวณโรงเรียน  เพราะขณะนี้ห้องน้ำไม่มีน้ำ  น้ำเปิดมาจากทางโน้น” ชี้ไปทางหลังบ้าน
“ใช้เดี๋ยวเดียวก็หมด  พวกผมก็ใช้ที่นี่เป็นที่จัดงานประเพณี ทำบุญประจำปี ต่างๆ เหมือนกัน หรือจัดประชุมกันก็ใช้ที่นี่แหละ”

ผม เห็นมีท่อยางฝังผ่านถนนดินไปยังโรงเรียนตรงไปหลังอาคารเรียน คงไปห้องน้ำ ความคิดของนายปุ๊เข้าทีทีเดียว ผมก็ค่อนข้างเห็นด้วย  และถ้าทำก๊อกน้ำไว้ตรงข้างห้องสมุดด้วย สำหรับให้เปิดใช้สำหรับเด็กและชาวบ้านที่ผ่านไปมา ก็น่าจะเข้าท่า

ดัง นั้น  ผมคิดว่า  การไปจัดงานวันเด็กและบริจาคของที่นี่   คงต้องคิดกันให้ดีว่าควรให้อะไรดี จึงจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กๆ และชาวบ้านต่างชาติพลัดถิ่นที่มีทางเลือกของชีวิตจำกัดอย่างพวกเขา

ในความคิดของผมตอนนี้
-อาหาร แห้ง  ขนม  รองเท้าบู๊ตยางสำหรับหน้าฝน  ของเล่น  เครื่องกีฬา และหาอะไรให้เขาได้สนุก มีความสุข รู้ความหมายของวันเด็กเหมือนเด็กในพื้นที่อื่นๆ บ้าง น่าจะเหมาะกับเด็กมากกว่าเครื่องเขียน แบบเรียน
- ถังเก็บน้ำ 200-300 ลิตร พร้อมวาล์วอัตโนมัติ ทำเป็นหอสูงสัก 2.5 เมตร ต่อท่อส่งไปห้องน้ำ ให้อาบกินได้ และให้ใช้สอยบริเวณโรงเรียนสัก 2-3 แห่ง น่าจะเยี่ยม

ตอนขับรถกลับ  พอพ้นมุมถนน ผมเจอผู้หญิงคนหนึ่งพร้อมเด็กเล็กๆ นุ่งกระโจมอก เพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ จากที่ไหนไม่ทราบ ห่างจากบริเวณหมู่บ้านเกือบกิโล กำลังเดินทางกลับบ้าน  ฝุ่นจากรถผมฟุ้งเข้าใส่เนื้อหนังขาวๆ ที่ยังเปียกน้ำของหล่อนอย่างช่วยไม่ได้  ผมนึกเสียใจแต่ทำไงได้ เพราะโผล่แนวป่าไปเจอตรงมุมเลี้ยวของถนนอย่างกะทันหัน ชะลอรถไม่ทันจริงๆ

ก็ขอฝากหนุ่มๆ ชาวคาวบอยไทย ช่วยกันคิดงานนี้ต่อก็แล้วกัน  ผม old cowpoke ก็ทำได้แค่นี้แหละครับ ตอนนี้

ดูรูปที่ถ่ายมาก็แล้วกันครับ

-เส้นทางจากกาญจนบุรี ไปทองผาภูมิ ถึงทางเข้าพุราย



* 1.jpg (93.16 KB, 768x576 - ดู 314 ครั้ง.)

* 3.jpg (78.79 KB, 800x518 - ดู 318 ครั้ง.)

* 2.jpg (94.97 KB, 768x512 - ดู 323 ครั้ง.)


* 4.jpg (81.52 KB, 800x568 - ดู 319 ครั้ง.)

เข้าถนนลาดคอนกรีตแยกซ้ายไปจะเจอสะพาน ขวามือคือบ้านผู้ใหญ่เกลี้ยง

ผมไปคาราวะ และกำลังขอทราบความเห็นของผู้ใหญ่เกลี้ยง (มีคนฝั่งตรงข้ามเรียกท่านว่า ผู้ใหญ่นพดล  นี่อาจเป็นชื่อจริงมากกว่า)

เลยบ้านผู้ใหญ่ไปไม่ไกล ไม่มีแล้ว ถนนลาดยางหรือคอนกรีต ฝุ่นตลอด



* 6.jpg (48.16 KB, 768x576 - ดู 315 ครั้ง.)

* 7.jpg (62.42 KB, 768x576 - ดู 305 ครั้ง.)

* 8.jpg (58.53 KB, 768x576 - ดู 309 ครั้ง.)

* 9.jpg (52.16 KB, 768x576 - ดู 309 ครั้ง.)

« ตอบ #30 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2009, 04:35:06 am »

สภาพเส้นทาง และบ้านของชาวต่างชาติที่ผ่านไปทางพุราย

ใกล้ถึงโรงเรียน เจอกลุ่มเด็กเล็กๆ นั่งเล่นข้างถนนฝุ่น



* 10.jpg (72.17 KB, 768x576 - ดู 366 ครั้ง.)

* 11.jpg (83.87 KB, 768x576 - ดู 364 ครั้ง.)

* 12.jpg (93.29 KB, 768x576 - ดู 347 ครั้ง.)

* 13.jpg (90.72 KB, 768x576 - ดู 357 ครั้ง.)

เจอเด็กกลุ่มนี้ ข้างทางไม่ไกลจากโรงเรียน พวกเขานี้แหละ ที่บอกว่า "ไม่มีครูแล้ว ครูกลับบ้านไปแล้ว ไม่มาอีกแล้ว"

ถึงแล้ว โรงเรียนพุรายที่ไร้ครูในวันนี้



* 14.jpg (92.91 KB, 800x573 - ดู 347 ครั้ง.)

* 15.jpg (92.95 KB, 768x576 - ดู 359 ครั้ง.)

* 16.jpg (77.61 KB, 768x576 - ดู 371 ครั้ง.)

* 17.jpg (84.63 KB, 768x576 - ดู 370 ครั้ง.)

สภาพโรงเรียนในมุมต่างๆ ดูเหมือนโรงเรียนร้าง

ธงไทยสบัดอยู่บนยอดเขา ไม่มีใครเอาลงแม้มืดค่ำ  

หากโรงเรียนที่ชัึกธงไทยไว้ยอดเสาไร้การเรียนการสอน คนไทยที่ไปเห็นจะรู้สึกเสียหน้าบ้างไหมหนอ      ฮือๆ



* 18.jpg (88.92 KB, 768x576 - ดู 348 ครั้ง.)

* 19.jpg (92.79 KB, 768x576 - ดู 363 ครั้ง.)

* 20.jpg (63.62 KB, 768x576 - ดู 344 ครั้ง.)

* 21.jpg (86.09 KB, 768x576 - ดู 349 ครั้ง.)

มีเด็กตามมาดู ผมสอบถามอะไรนิดหน่อย

เข้าไปสำรวจบนอาคารเรียนกันดีกว่า

สภาพห้องเรียน แบ่งเป็นสองห้อง ภายนอกตรงบันใด และด้านใน



* 22.jpg (80.71 KB, 768x576 - ดู 325 ครั้ง.)

* 23.jpg (67.69 KB, 768x576 - ดู 330 ครั้ง.)

* 24.jpg (56.25 KB, 768x576 - ดู 331 ครั้ง.)

* 25.jpg (90.97 KB, 768x576 - ดู 322 ครั้ง.)

ภายในห้องเรียนด้านใน
ไม่มีโต๊ะเรียนแบบทั่วไป ไม่รุ้เขานั่งเรียนกันอย่างไร  ได้ยินว่ามีคนบริจาคโต๊ะญี่ปุ่น แต่เห็นมีอยู่ตัวเดียว

ด้านหลังโรงเรียน มีแปลงผักเหี่ยวๆ และเห็นห้องน้ำที่เพิ่งมีคนมาซ่อมแซมให้



* 26.jpg (72.12 KB, 768x576 - ดู 322 ครั้ง.)

* 27.jpg (93.79 KB, 768x576 - ดู 316 ครั้ง.)

* 28.jpg (94.22 KB, 768x576 - ดู 323 ครั้ง.)

* 29.jpg (77.06 KB, 768x576 - ดู 321 ครั้ง.)

ท่อส่งน้ำไปห้องน้ำ แต่เขาว่า ไม่มีน้ำ เพราะน้ำมาบ้างไม่มาบ้าง

ไปถามชาวบ้านที่กำลังรดน้ำแปลงผักอยู่หน้าบ้านตรงข้ามโรงเรียน  เจอคุณปุ๊ (ไม่ใส่เสื้อ) และ ออง ใส่โสร่ง

เขาเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง  รวมทั้งพวกออฟโรดที่มาสร้างโรงเรียน ห้องสมุด มีรถมาเป็นสิบคัน เอาหนังมาฉายให้เด็กดู

เสร็จแล้วเมือพวกเขากลับไป โรงเรียนก็ถูกทิ้งไว้อย่างสภาพที่เห็น



* P1250606.jpg (64.38 KB, 768x576 - ดู 317 ครั้ง.)

* 30.jpg (93.88 KB, 768x576 - ดู 325 ครั้ง.)

* 31.jpg (93.07 KB, 576x768 - ดู 319 ครั้ง.)

* 32.jpg (74.45 KB, 768x576 - ดู 318 ครั้ง.)

« ตอบ #36 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2009, 05:27:11 am »

ปุ๊พาไปดูสถานที่ อธิบายให้ฟัง  ผมเห็นห้องสมุดที่เพิ่งมอบในวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา ยังไม่มีวี่แววของการใช้งานครูก็จากไปแล้ว

ถังน้ำก็ดูตั้งไว้เฉยๆ  เพราะเขาว่าห้องน้ำไม่มีน้ำใช้ตอนนี้

ทางที่ผ่านหน้าห้องสมุด คือเส้นทางไปโรงเรียนขนุนคลี่ ห่างไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร



* 35.jpg (59.37 KB, 768x576 - ดู 305 ครั้ง.)

* 36.jpg (92.36 KB, 768x576 - ดู 313 ครั้ง.)

* 37.jpg (48.48 KB, 768x576 - ดู 316 ครั้ง.)

* 38.jpg (94.41 KB, 768x576 - ดู 306 ครั้ง.)

« ตอบ #37 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2009, 05:43:14 am »

เส้นทางสู่โอกาสทางการศึกษาที่แท้จริงของเ้ด็ก ไร้สัญชาติไร้โอกาสแห่งนี้ ช่างยาวไกลเหมือนเส้นทางไปสู่โรงเรียนบ้านขนุนคลี่ที่เห็น  ตะวันคล้อยมากแล้ว  ผมเห็นเด็กๆ มาเดินเล่นกันที่โรงเรียนมากขึ้น ผมถ่ายภาพสุดท้ายแล้วก็ขับรถกลับ

บนเส้นทางสู่ถนนใหญ่ ไม่ไกลจากปากทาง พบบ้านพักผ่อนของใครบางคนสวยงามน่าอยู่เสียนี่กระไร ช่างขัดกับความเป็นอยู่ของชาวต่างชาติ และเด็กไร้โอกาส ที่ห่างเข้าไปอีกแค่ประมาณหกกิโลเมตรเท่านั้นอย่างมากมายเหลือเกิน



* 29-3.jpg (94.25 KB, 768x576 - ดู 301 ครั้ง.)

* 39.jpg (86.07 KB, 768x576 - ดู 306 ครั้ง.)

* P1130182.jpg (88.41 KB, 768x576 - ดู 303 ครั้ง.)

* P1250619.jpg (66.91 KB, 768x544 - ดู 293 ครั้ง.)

 

« ตอบ #38 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2009, 10:26:56 am »

 ฮือๆ
จาก ที่ผมคุยกับอาจารย์แล้วโรงเรียนไม่มีครูแล้วถ้าเราจะบริจาคอุปกรณ์การเรียน การสอนคงให้ประโยชน์น้อย ผมมองว่าถ้าเราบริจาคของที่ทำให้พวกเขาเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันน่าจะดีกว่า เช่น อุปกรณ์การเกษตร, สัตว์เลี้ยง เช่น เป็ด ไก่ แต่อาจจะต้องจัดสรรให้ดี เพราะอาจจะได้ไม่ครบทุกครัวเรือน แล้วจะแย่งกัน แต่ถ้ามอบไว้ที่ผู้ใหญ่บ้านก็เกรงว่า ลูกบ้านอาจจะไม่ได้อีก และอาจจะเลี้ยงอาหารง่ายๆชักมื้อ เช่น ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ที่เราสามารถนำไปได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาปรุงอาหาร
ยังไงก็รบกวนสมาชิกช่วยแสดงความเห็นด้วยครับ
« ตอบ #39 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2009, 06:39:30 pm »

ผมขอให้ความเห็นครับ

เรื่องเลี้ยงอาหารเด็กคงต้องสอบถามเขาหน่อยครับ เพราะเด็กส่วนใหญ่เป็นพม่า เขาอาจจะไม่กินข้าวเหนียวครับ
เรา สามารถสั่งร้านอาหารแถวปากทาง อย่างเช่นรีสอร์ทตะเกียง ซึ่งมีร้านอาหารทำอาหารให้เราก็ได้ ถ้าเราไม่นำไปเอง  ตรงข้ามทางเข้าเป็นปั๊มน้ำมันก็มีร้านอาหารของผู้ใหญ่เกลี้ยง อาจโทรไปตกลงราคาให้เขาจัดอาหารเลี้ยงเด็กตามจำนวนคนก็ได้ แล้วเราแชร์ค่าใช้จ่ายกัน

ผมอยากเลี้ยงไอติมด้วยถ้าเป็นไปได้ โดยมีร้านไอติมที่ตลาดทองผาภูมิที่อาจไปสั่งให้เขาเตรียมไว้ให้ได้ หรือจะเอาไอสครีมมหาชัยใส่ถังไปก็ได้ถ้าไม่ยุ่งยากมาก โดยรับจากแถวปทุมนี้เอง คิดว่าถ้าไปรับตอนเช้าได้ ถึงเที่ยงคงยังไม่ละลาย 

ที่สำคัญ ต้องกะเวลาเดินทางให้ดีครับ ผมขับจากปทุมไปถึงโรงเรียน ใช้เวลา 4 ชั่วโมงกว่า ถ้าออกเช้า ก็เกรงว่า ร้านไอติมเขายังไม่เปิด

ที่ พัก  เห็นด้วยว่า น่าไปพัก อุทยานแห่งชาติเขาแหลมจะดีกว่า  ได้บรรยากาศมากกว่า  ถ้านอนที่โรงเรียนคงไม่สะดวกเรื่องห้องน้ำและน้ำกินน้ำใช้ อีกอย่างมันเป็นพื้นที่กลางสวนยาง ไม่ค่อยมีวิวสวยงามอะไรให้ดู

เรื่อง สัตว์เลี้ยงเอาไปให้เขา หรืออุปกรณ์การเกษตรทั่วไปก็คงไม่เหมาะ เพราะอาชีพเขาคือรับจ้างกรีดยาง  เขาไ่ม่มีที่ดินและเวลาในการทำการเกษตร เขาต้องดูแลต้นยางด้วย ที่ดินเป็นของนายทุนทั้งหมด เขาให้ปลูกสวนครัวเล็กๆ ได้เท่านั้น  ส่วนที่โรงเรียนคงไม่สามารถเลี้ยงสัตว์หรือปลูกผักจริงจังได้ เพราะไม่มีครูมาควบคุมเด็ก

ของบริจาคผมคิดว่า น่าเป็นของที่เด็กได้ใช้โดยตรง เช่นของเล่น ตุ๊กตา  รองเท้าบู๊ตพลาสติค อย่างที่ผมบอกแล้ว ส่วนอุปกรณ์การเรียนการสอนก็คงพอได้ เพราะเชื่อว่า ต่อไปคงมีครูมาอีก แต่ไม่รู้เมื่อไร

ที่สำคัญอีกอย่าง  เราควรมีของขวัญให้เด็กได้รับความสุขจริงๆ รวมกันสัก 30 ชิ้นให้เด็กจับฉลาก เป็นของเล่นหรือของใช้ เช่นกระเป๋า เป้  ลูกบาสหรือบอลล์  ลูกข่างไฟฟ้า ตุ๊กตา  รถหรือเครื่องบินเด็กเล่น เครื่องดนตรีพวก  Harmonica, ขลุ่ย กีต้าร์เด็ก มีรางวัลใหญ่สัก 2 -3 รางวัลเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กแสดงความสามารถเฉพาะตัวอะไรก็ได้นิดๆ หน่อยๆ มาเอารางวัล เพื่อให้สมกับการเป็นวันเด็ก ส่วนนี้เพื่อมุ่งให้เด็กได้รับความสุขสนุกสนาน ดีใจ โดยตรง ไม่ใช่เพื่อการเรียน เพราะนี่เป็นจุดมุ่งหมายในงานวันเด็ก

No Comment ครับ  กองเชียร์
เห็นว่ามีความตั้งใจทำกิจกรรมจังเลยครับ

พูดถึงคนต่างด้าวชายแดน เมื่อต้นปีได้ผ่านไปเห็นค่ายอพยพกะเหรี่ยงพม่ากว้างใหญ่เป็นหุบเขาเลยครับ
เห็นอยู่กระท่อมอย่างนี้ บางคนสามารถแอบเรียนจนจบเป็นหมอ โดยความสนับสนุนขององค์กร
เช้าขึ้นก็มีรถมารับไปทำงานในเมืองเป็นหมอเป็นพยาบาลก็มี  จะเห็นว่ามี จนท.มารับดูแล

สำหรับในเขตกาญจนบุรี ทราบว่ามี UN ตั้ง สนง.อยู่ตรงข้ามค่ายสุรสีห์
มีน้องๆ นักผังเมืองเข้าทำงานอยู่ แต่ไม่ได้ขอเบอร์ไว้

ขอเชียร์ให้กำลังใจ ไปให้สนุกๆๆ ราบรื่นครับ  สู้ๆ

ความ จริงผมก็เพิ่งได้รู้จักและทราบเรื่องราวโรงเรียนพุรายจริงๆ ก็จากการไปสำรวจพื่้นที่นี่และครับ  ความเห็นที่เสนอนี้ อาจถูกหรือผิดจากความจริงก็ได้ เพราะพิจารณาเอาจากสิ่งที่ได้พบเห็นและฟังจากปากชาวบ้านเพียงวันเดียว

ค่าย อพยพกระเหรี่ยงเต็มหุบเขาในรูปถ้าจำไม่ผิด อยู่แถวเส้นทางแม่สอด-แม่ละมาด-แม่ฮ่องสอน ผมเคยผ่านมาหลายครั้ง เข้ามาตั้งแต่หลายสิบปีก่อนตอนพม่ากับพวกกระเหรี่ยงรบกัน แล้วเราก็กักบริเวณให้เขาอยู่ในพื้นที่พวกนั้น

ค่ายที่เป็นชุมชนใหญ่ เข้ามาอย่างเป็นทางการทุกแห่ง  จะมีคนดูแลอย่างเป็นทางการ รวมทั้ง  UN ก็มาควบคุม ดังนั้น เด็กๆ เขาจะมีศูนย์การเรียนการสอน มีโรงเรียน มีเงินช่วยเหลือจากองค์กรต่างๆ ทั่วโลก

แต่คนต่างด้าวที่มารับจ้างทำ งานด้วยค่าแรงถูกๆ หรือด้วยเงื่อนไขเรื่องสวัสดิการที่คนงานไทยรับไม่ได้อย่างแถวพุรายนั้น  และแทรกเป็นหย่อมๆ อยู่ในสังคมไทยแทบทุกจังหวัดนั้น ไม่มีองค์กรใดดูแลครับ

สภาพ ของชุมชนต่างชาติแบบบ้านพุราย และที่อื่นๆ ที่ีมีขนาดเล็ก จึงไม่เหมือนศุนย์อพยพภายใต้ร่มเงาของ  UN  ต่างกันราวฟ้ากับดินเลยครับ และนี่คือสิ่งที่น้อยคนนักจะมองเห็น

ลูกเต้าเขาก็เลยลำบากเพราะราย ได้น้อย และถูกจำกัดเรื่องสิทธิต่างๆ มากมาย อย่างการศึกษา เขาบอกว่าแต่ก่อนถ้าพ่อแม่มีเงิน ก็ส่งได้ถึง ป. 6 เข้าโรงเรียนไทย แต่เดี๋ยวนี้่ไม่ได้แล้ว รัฐไม่อนุญาต ซึ่งผมไม่ทราบว่าเพราะอะไร อันนี้ฟังจากปากพวกเขาเอง

เรื่องการจะรับเด็กต่างชาติหรือไม่เข้า เรียนโรงเรียนไทย เท่าที่ผมทราบ กระทรวงศึกษาไม่ได้ห้าม ส่งเสริมด้วย ปีนี้อ้างว่าให้งบ 1000 ล้าน เพื่อไปตั้งโรงเรียนสำหรับพวกนี้ ซึ่งคงมุ่งที่ชุมชนต่างชาติใหญ่ๆ ก่อน  ไม่รู้จะมาถึงพุรายเมื่อไร  จะมีใครวิ่งเต้นให้พวกเขาหรือไม่

ที่ผ่านมา ขึ้นกับการตัดสินใจของผู้บริหารโรงเรียนแต่ละแห่งว่าจะรับหรือไม่  และโอกาสเด็กเล็ก ก็อยู่ที่ว่าระยะทางไปโรงเรียนอีก จะมีใครรับส่งไหม ค่าใช้จ่ายรถรับส่งมีไหม

แต่ถ้าโรงเรียนแถวนั้นขาดแคลนอยู่แล้ว เฉพาะเด็กไทยก็ยังรับไม่ไหว มีครูคนเดียวต่อเด็ก 80 คนอย่างที่ขนุนคลี่  เด็กต่างชาติก็อาจจะยากที่จะเข้าไปเรียนได้ เขาต้องให้เด็กไทยก่อน อันนี้เราเข้าใจสถาณะการณ์ ไปว่าเขาก็ไม่ได้ หรือแย่ยิ่งกว่าก็คือ ถ้าผู้บริหารมีจิตใจกีดกันคนต่างชาติ  เขาไม่รับก็ได้ (แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า ที่ขนุนคลี่เขาไม่รับเด็กต่างชาตินะครับ  เขารับเหมือนกัน แต่มันไกลมาก อาจมีโรงเรียนอื่นที่เขาไม่รับเพราะอ้างว่าเด็กมีเยอะเกินแล้ว รับไม่ไหว)

ถ้า ผ.อ. โรงเรียนไทยที่มีเด็กไร้สัญชาติใจกว้างพอ เขาก็จะจัด "งานวันเด็กไร้สัญชาติ" อย่างที่โรงเรียนแม่จัีนทร์  จังหวัดเชียงราย ซึ่งเริ่มต้นเป็นแห่งแรก เป็นข่าวฮือฮาไปทั่วโลก และข่าว "น้องหม่อง" ที่ไปแข่งพับเครื่องบินกระดาษได้รางวัลกลับมา ท่านคงได้ยินแล้วว่า  กว่าจะได้สิทธิเงินช่วยเหลือบินไปแข่งได้ ต้องให้สภาทนายความออกมาช่วยเหลือ สอนมวยข้าราชการในกระทรวงเรื่องกฎหมายกีดกันคนไร้สัญชาติ

ผมเพียงอยากให้ท่านมองและเข้าใจปัญหาสังคมไทยบางอย่างในปัจจุบันให้ทะลุว่า ในทางปฎิบัติมันเหนือนโยบายและคำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล  

แล้ว ผลร้ายมันก็ตกอยู่กับเด็กๆ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไร้สัญชาติที่เกิดมาในผืนแผ่นดินไทย  ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว เราก็ได้ประโยชน์จากค่าจ้างที่ต่ำกว่าคนไทย ลดต้นทุนไปแข่งขันกับสินค้านานาชาติำได้  เราได้ใช้แรงงานหยาดเหงื่อเขาเพื่อธุรกิจเรา  แต่เราไม่มีกฎหมายด้านมนุษยธรรมดีพอ อย่างการให้โอกาสทางการศึกษา หรือบังคับพ่อแม่ว่าต้องส่งเด็กเข้าโรงเรียนเหมือนคนไทย เพื่อให้เด็กโตมาได้อย่างเท่าเทียมผู้อื่น

เราไม่มีกฎหมายเสรีเหมือน บางประเทศ ที่ใครก็ตาม เกิดในแผ่นดินเขา มีสิทธิขอสัญชาติประเทศนั้นได้ ลูกผมก็มีคนหนึ่ง เกิดในประเทศอย่างนั้น บินไปขอสัญชาติเ้ขาเมื่อไรก็ได้  แต่เด็กไร้โอกาสที่ผมกล่าวถึง เกิดที่นี่ ตายที่นี่ พ่อแม่ทำงานที่นี่เพื่อประเทศนี้  แต่เขาไม่มีสิทธิอะไรเลย

ในความ เห็นส่วนตัว   ผมอยากให้ห้ามจ้างคนต่างชาติแบบนี้เลยจะดีกว่า ถ้าเราไม่พร้อมที่จะจัดการปัญหาด้านมนุษยชนเช่นนี้  แต่ จะมีคนไทยไปทำงานในสภาพแวดล้อมและค่าแรงเท่าพวกเขาให้เราไหมล่ะ  ทำไมรัฐบาลยังให้เพิ่มจำนวนแรงงานต่างด้าวไ้ด้เรื่อยๆ ล่ะ

ผมรู้สึก สงสารเด็กๆ ที่ต้องเกิดมารับชะตากรรมจากการแบ่งแยกเชื้อชาติและพรหมแดนเช่นนั้น   เพราะผมมองพวกเขาว่าเป็น คน เท่าเทียมกันหมด แต่สังคมเรามันทำให้ไม่เท่า นี่แหละครับ    
 ฮือๆ ฮือๆ ฮือๆ

ก็ฝากให้ท่านสุภาพบุรุษคาวบอย  คาวเกิร์ล ลองคิดดูหรือชำเลืองมองมาทางนี้บ้างก็แล้วกันครับ

แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2013 เวลา 23:45 น.
 


Cowboy Life & Songs ยินดีต้อนรับ

NWRavatar_3Howdy!

Welcome to Cowboy Life & Songs website. We created this website to be a place for sharing of information and knowledges about old and new western life styles, philosophies, and experiences. We welcome Thais and international friends. Please enjoy your visit.

wayne300

ยินดีต้อนรับสู่ Cowboy Life and Songs, เราสร้างเว็บนี้เพื่อให้เป็นที่เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรม ความคิดเห็น ปรัชญาชีวิต และประสบการณ์ ที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตแบบคาวบอยตะวันตก หรือวิถึชีวิตยุคปัจจุบันที่คล้ายกับยุคตะวันตก เพื่อให้ง่ายต่อการการอ่านและค้นหาเนื้อหาสาระ โดยใช้ระบบ Content Management System หรือ CMS ที่แตกต่างจากระบบ Webboard ทั่วไป

เราอยากให้เว็บนี้เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับผู้รักวิถีชีวิตที่ตื่นเต้นผจญภัยแบบตะวันตก ยุคที่คาวบอย อินเดียนแดงยังใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ พึ่งพาตนเองด้วยการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ เพื่อช่วยให้คนทั่วไปได้รู้จักกับวิถีชีวิตแบบพอเพียงที่เคยมีมาแล้วในอดีต เรียนรู้ความผิดพลาดที่ความบ้าคลั่งในผลผลิตเกินพอ ได้ทำให้สังคมตะวันตกในอเมริกา กลายเป็นระบบอุตสาหกรรมที่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับยุคอุตสาหกรรมข่าวสารในปัจจุบัน เป็นการช่วยรักษาโลกนี้ให้ยั่งยืน โดยไม่เน้นแค่ผลผลิตและเงินตราว่าเป็นสิ่งวัดคุณค่าของมนุษย์มากจนลืมอนุรักษ์โลกและสิ่งแวดล้อม

เว็บไซต์นี้มีระบบการทำงานหลักอยู่ 2 ส่วนคือ บทความ และ กระดานข่าว (Cowboy Forum) ส่วนบทความมีไว้เพื่อให้สมาชิกได้เขียนบทความที่เป็นสาระประโยชน์ค่อนข้างยาว โดยจะมีพื้นที่ให้ผู้อ่านเขียนแสดงความคิดเห็นไว้ตอนท้าย มีระบบบรรณาธิการคอยตรวจสอบบทความก่อนขึ้นเว็บเหมือนหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ส่วนกระดานข่าว มีไว้เพื่อให้สมาชิกได้ตั้งกระทู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างอิสระ แต่โปรดระวังให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย พ.ร.บ. ข่าวสารข้อมูลและคอมพิวเตอร์ 2550 ซึ่งสรุปได้ง่ายๆ คือ ต้องไม่ให้ร้ายป้ายสี ดูหมิ่น ทำให้ผู้อื่นเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม

เนื้อหาในเว็บนี้ ส่วนหนึ่งคือกระทู้ที่ผมเขียนไว้ที่ www.cowboythai.com  ซึ่งบางกระทู้สูญหายไป ที่เหลือก็กระจายอยู่ในหลายบอร์ด บอร์ดเก่าปิดไม่ให้เข้าไปปรับปรุงแก้ไข(แยกเป็น 4 บอร์ดแล้วในขณะนี้) ซึ่งคงเป็นเพราะทางเว็บเน้นเรื่องการเป็นศูนย์กลางของการพบปะสังสรรค์ของชุมชนมากกว่า และก็เป็นจุดเด่นของเว็บนั้นจนทำให้เราได้รู้จักกันมากมายทั่วประเทศ  แต่ระบบเว็บบอร์ดแบบนั้น ไม่เหมาะในการเก็บรักษาบทความที่มีเนื้อหาสาระยาวๆ ที่ต้องการให้ถูกต้องแม่นยำ  ผมจึงต้องทำเว็บนี้ขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง หวังเพื่อช่วยเสริมในส่วนที่ขาดไปและเป็นการแยกบทความยาวๆ ไม่ให้ไปรบกวนผู้ที่ไม่ชอบอ่าน  

เหนืออื่นใดก็คือ ต้องการรวบรวมบทความด้านนี้ไว้ให้ง่ายแก่การค้นหา และทำการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ถูกต้องและมีเนื้อหามากขึ้น ตามข้อมูลที่ถูกค้นพบเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ไม่ใช่บทความแบบ static คือเขียนครั้งเดียวได้แค่ไนก็แค่นั้นแบบในหนังสือกระดาษที่ล้าสมัยไปแล้ว ผมต้องการให้เหมือนกับเป็นพจนานุกรม วิกกี้พิเดียภาษาไทย ทางด้านนี้ 

อย่างไรก็ตาม เราขอเชิญทุกท่านที่สนใจในแนวเดียวกัน มาช่วยกันเขียนบทความ  เขียนวิจารณ์แสดงความคิดเห็น   เพื่อช่วยกันเผยแพร่และรักษาไว้ซึ่งวิถีชิวิตที่เป็นความฝันของเรา ไม่ว่ามันจะเป็นจริงได้หรือไม่ก็ตาม  โดยท่านที่มี e-mail สามารถลงทะเบียนเป็นสมาชิกได้เลย ซึ่งท่านจะได้สิทธิเป็น "นักเขียน" ในขั้นต้นสำหรับบทความก่อน และจะมีบรรณาธิการช่วยตรวจสอบ และนำขึ้นตีพิมพ์ในเวลาไม่นาน  ส่วนกระดานข่าว สิ่งที่ท่านเขียน จะถูกตีพิมพ์ขึ้นเว็บทันทีเหมือนเว็บบอร์ดทั่วไป

เหตุจูงใจให้ผมชอบคาวบอยและอินเดียนแดง
คาวบอย และอินเดียนแดงในอดีต เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก เพราะเขามีจิตสำนึกและหลักธรรมนำชีวิตที่ดี จนมีคนรวบรวมไว้เป็นบัญญัติ 10 ประการของอินเดียนและคาวบอย ดังนี้

10Commandments

บัญญัติ 10 ประการของอินเดียนแดง
  1. จงปฎิบัติต่อโลกและทุกสิ่งที่อยู่บนโลกด้วยความเคารพ
  2. จงใกล้ชิดวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ตลอดเวลา(เทียบเท่ากับ พระเจ้า ของชนอเมริกัน พื้นเมือง)
  3. ให้ความเคารพสูงสุดต่อสิ่งมีชีวิตร่วมโลก 
  4. ร่วมกันทำงาน เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติโดยรวม
  5. ให้ความช่วยเหลือและเมตตาในทุกแห่งที่มีผู้ต้องการ
  6. ทำในสิ่งที่คุณรู้ว่าถูกต้อง
  7. ดูแลจิตใจและร่างกายให้ดีเสมอ
  8. อุทิศแบ่งปันความพยายาม เพื่อสิ่งที่ดีกว่า  
  9. จงจริงใจและซื่อสัตย์ตลอดเวลา
  10. รับผิดชอบการกระทำของตัวเองทุกประการ
บัญญัติ 10 ประการของคาวบอย
  1. คาวบอยต้องไม่ยิงก่อน ไม่ชกต่อยคนที่ตัวเล็กกว่า ไม่เอาเปรียบผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม
  2. คาวบอยต้องไม่กลับคำพูด หรือทำลายความไว้วางใจที่ผู้อื่นมอบให้
  3. คาวบอยต้องรักษาสัตย์
  4. คาวบอยต้องอ่อนโยนต่อเด็ก คนแก่ และการุณต่อสัตว์ทั่วไป
  5. คาวบอยต้องไม่สนับสนุนหรือมีความคิดในการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์หรือศาสนา
  6. คาวบอยต้องช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อนทุกข์ยาก
  7. คาวบอยต้องเป็นคนรับจ้างหรือคนงานที่ดี
  8. คาวบอยต้องมีความสะอาดทางความคิด คำพูด การกระทำ และนิสัยส่วนตัว
  9. คาวบอยต้องให้เกียรติ์ผู้หญิง เคารพพ่อแม่ และเคารพกฎหมาย
  10. คาวบอยต้องเป็นผู้รักชาติ
โดยนัยนี้ เว็บนี้ต้องการเผยแพร่หลักธรรมนำชีวิตที่ดีตามแนวพอเพียงแบบตะวันตก ซึ่งไม่ขัดแย้งกับคำสอนของศาสนาใดๆ รวมทั้งลักษณะของคุณธรรม น้ำมิตร ความวิริยะพากเพียร ในการต่อสู้ด้วยลำแข้งของตนเอง เพื่อดำรงชีวิตท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เลวร้าย ซึ่งเราก็ไม่อาจทราบได้ว่า จากปัญหา global warming และการทำลายธรรมชาติอย่างหนักขณะนี้ ในอนาคต สภาพแวดล้อมทั่วโลกอาจหวนกลับไปเป็นแบบดินแดนกันดารในยุคตะวันตกก็ได้
เว็บนี้ไม่หวังผลทางการค้า เราหวังเพียงเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ที่ต้องการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามในสังคม ในแนวทางผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยกับตะวันตก
 

ลงชื่อเข้าใช้ระบบ (Login)

สมาชิกเท่านั้นที่มีสิทธิ์โพสต์ข้อความในกระดานสนทนา เขียนและวิจารณ์บทความ โปรดล็อกอิน ถ้าไม่ใช่สมาชิกลงทะเบียนเป็นสมาชิกได้เลยครับ เมื่อ Login ท่านจะได้รับ ReCAPTCHA Text Error. ให้ลงไปดูด้านล่าง จะมีหน้าต่างให้ป้อนตัวเลขหรือตัวหนังสือจากภาพ 2 ภาพ ให้ป้อนให้ครบทุกตัวตามรูป แล้วคลิกที่ "เข้าสู่ระบบ" เป็นระบบป้องกันการล๊อกเข้าระบบโดย robot ของพวก hacker ครับ

ขอบคุณที่แวะมาเยือน Cowboy Life & Songs ขอให้สนุกกับบรรยากาศตามแบบของคนมีใจคาวบอยใน western style ครับ

Who's Online

เรามี 128 บุคคลทั่วไป และ 1 สมาชิก ออนไลน์
  • hcreightclau

Cowboy Commics

ปืนเหนือปืน

คลิ๊กที่ภาพเพื่ออ่านได้เลยครับ

InventionOfAGunFighter-1-ss

นิยายภาพสร้างจากหนังทีวีซีรี่อเมริกันคาวบอยที่คนนิยมมากที่สุด "โบนันซ่า" ซึ่งฉายต่อเนื่องกันนานถึง 14 ปี จาก 12  ก.ย. 1959 - 16 ม.ค. 1973  นี่เป็นตอนหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่า ธาตุแท้ของลูกผู้ชายใจคาวบอยตัวจริง ควรเป็นอย่างไร

นี่คือเรื่องราวที่เป็นความฝันของคนรักคาวบอยจำนวนมาก ตัวละัครเอกคือคนในครอบ ครัวปศุสัตว์ "พอนเดอโรซ่า" ที่เป็นไร่ปศุสัตว์อันกว้างใหญ่ไพศาล มีทั้งทุ่งหญ้า ป่าไม้ ภูเขาและทะเลสาบ กินอาณาบริเวณประมาณ 1,000 ตารางไมล์ หรือประมาณ 2,900 ตารางกิโลเมตร (ประมาณเท่ากับจังหวัดเชีียงใหม่ทั้งจังหวัด) ซึ่ง เบ็น คาร์ตไรต์ คือผู้เข้ามาจับจองและบุกเบิกกับลูกชาย 3 คน อาชีพหลักของครอบครัวนี้คือ เลี้ยงวัวหลายหมื่นตัว และทำป่าไม้ในที่ดินของตนเอง พวกเขาคือคาวบอยตัวจริงในความฝันของคนที่ชอบหนังแนวคาวบอยจำนวนหลายล้านคนทั่วโลก  

 

การ์ตูนคาวบอย Have Gun Will Travel ตอน โจรจำเป็น

ดาวโหลด e-book เรื่อง โจรจำเป็น

******************

การ์ตูนคาวบอย Gene Autry
ตอน The Ghost Outlaws(โจรผี)

 

ดาวโหลด e-book เรื่อง โจรผี

******************

Gunsmoke ตอน ขนเหยี่ยว

ดาวน์โหลด e-book เรื่อง ขนเหยี่ยว

******************

Lawman ตอน The Deputy
(ผู้รักษากฎหมายตอนผู้ช่วยนายอำเภอ)

ดาวน์โหลด e-book เรื่อง Lawman ตอน The Deputy
(ผู้รักษากฎหมายตอนผู้ช่วยนายอำเภอ)

ดาวโหลดโปรแกรมอ่าน e-book ได้ที่นี่ http://comicrack.cyolito.com/